แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุนทรภู่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุนทรภู่ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นิราศยุคใหม่

นิราศยุคเก่า  มักจะต้องแฝงอารมณ์โศก  เพราะจะต้องจากบ้านเรือน  จากคนรักไปไกลนานหลายวัน  การเดินทางก็มักทุรกันดาร  ตกระกำลำบาก  เลยเศร้าแล้วเศร้าอีก  ระหว่างทางมองเห็นอะไรก็ให้คิดถึงคนรัก  ความหลัง  รำพึงรำพันกันไปตลอดทาง

เปรียบเทียบกับการเดินทางไปไหนต่อไหนในยุคนี้  ที่สะดวกสบาย  ระยะทางที่เคยใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี  อาจเดินทางได้แค่วันเดียว  แถมสื่อเทคโนโลยีก็ช่วยให้คนรักอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว  กดนิดเดียวก็ได้ยินเสียง  มองเห็นหน้ากันได้  คุยกันไปเม้าท์กันมา  แป๊บเดียว  ได้เวลากลับมาเจอกันอีกแล้ว  เรื่องทำนองนิราศก็เลยตกยุคไปโดยปริยาย

ความที่อะไร ๆ มันสะดวกสบาย  คนยุคใหม่จึงมักเดินทางท่องเที่ยวไปไหนต่อไหนกันมากเท่าที่โอกาสจะอำนวย  ตามแหล่งท่องเที่ยว  ไม่ว่าจะเป็นศูํนย์การค้า  แหล่งบันเทิงเริงรมย์  หรือแหล่งท่องเที่่ยวทางธรรมชาติ  จะเห็นนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยไปเยี่ยมเยือนกันคับคั่ง

ไปเยี่ยมแล้วก็ต้องบันทึกความทรงจำ  ซึ่งก็แสนสะดวกสบาย  ง่ายแค่ปลายนิ้ว  กด...แชะ  ก็ได้ทั้งภาพ สีสัน  หรือเอาเสียง  มีความเคลื่อนไหวด้วยก็ยังได้  อยากบอกเล่าเรื่องราวให้ใครฟังก็กดอีกทีสองที  ทั้งหลายทั้งปวงก็เผยแพร่ไปตามใจฝัน  ไม่ต้องอาศัยความเป็นนักเขียน  เป็นกวี  กลั่นกรองเรื่องราวกันเป็นเดือนเป็นปีเหมือนสมัยก่อน ๆ

เจ้าฟ้ากุ้ง  สุนทรภู่ ฯลฯ  เป็นนักถ่ายทอดเรื่องราวที่ตกยุคไปแล้วจริง ๆ

สมัยก่อน  เรื่องการท่องเที่ยวเดินทางไปไกล ๆ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยุ่งยากลำบาก  จนมีสำนวนเปรียบเทียบ  เช่น  "พลัดที่นา  คลาที่อยู่"  คนที่เดินทางไปในต่างถิ่นต่างที่  เปรียบว่าเป็น "เจ้าไม่มีศาล  สมภารไม่มีวัด"  ต้องตกระกำลำบาก  เพราะห่างไกล "บ้านเคยอยู่  อู่เคยนอน"

ที่มาแนวแปลก  ก็อย่างในนิทานเวตาล  ที่เชียร์ให้เดินทางท่องเที่ยวไปดีกว่า  อย่างข้อความที่พราหมณ์หนุ่มยกมาประชันกัน  บอกว่า

"จงจรเที่ยว    เทียวบทไป
พงพนไพร     ไศละลำเนา
ดุ่มบทเดิน      เพลินจิตเรา
แบ่งทุขะเบา   เชาวนะไว"

มิหนำซ้ำ  ยังกล่าวอีกว่า

"ชายหาญชาญเที่ยวเทียวไป      ทุกแคว้นแดนไพร     และอาจประสบพบสุข
ชายใดอยู่เหย้าเนาทุกข์              ไม่ด้นซนซุก             ก็เชื่อว่าชั่วมัวเมา"
ถึงขนาดว่า  ใครไม่เที่ยวไปถือว่าชั่ว  เอายังงั้นเลย....

ทั้งนี้ทั้งนั้น  เพราะคติพราหมณ์มีเรื่องการออกบวช  ละทิ้งบ้านเรือนเมื่อถึงวัยอันควร  ซึ่งก็คือ  เมื่อมองเห็นเส้นผมเปลี่ยนเป็นสีเทา  และเห็นบุตรของบุตรแห่งตน  นั่นก็คือย่างเข้าวัยชราแล้ว  ก็ควรละทิ้งการครองเรือน  ออกเดินทางแสวงหาความหลุดพ้น

จึงมีเรื่องราวของมหาฤาษีหลายตน  ทั้งที่เคยเป็นกษัตริย์และเศรษฐี  แต่ออกบวช  หรือไม่ก็ออกไปตั้งสำนักสั่งสอนศิษย์เมื่อถึงวัยชรา

การท่องเที่ยวของพราหมณ์กับการท่องเที่ยวสมัยนี้จึงนับว่าเป็นคนละเรื่อง

เคยได้ยินไกด์คนหนึ่งบอกกับนักท่องเที่ยวว่า  "ใครไม่มีบุญไม่ได้มา"  คำว่า "มีบุญ" ของเขา  หมายถึง  มีเงิน  และมีโอกาส  คือมีคนพาไป  ซึ่งก็จริง

สมัยนี้  คนมีบุญเยอะ  การท่องเที่ยวจึงเป็นไปได้  ง่ายกว่าสมัยสุนทรภู่อย่างเทียบกันไม่ติด
และนิราศสไตล์สุนทรภู่ก็ตกยุคไปแล้วจริง ๆ อย่าว่าแต่คนจะเขียนเลย  อ่านยังไม่ค่อยจะอ่านกันแล้ว

สู้ไลน์  ไอจี  เฟสบุ็ค  ไม่ได้  ทันใจดี






วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สุดยอดวิทยายุทธ์

สุดยอดวิทยายุทธ์





กวีมีหลายประเภท  สุนทรภู่ จัดว่าเป็นจินตกวี  เพราะเป็นนักคิดนักฝัน  เขียนเรื่องจากจินตนาการเป็นส่วนใหญ่  และจินตนาการของสุนทรภู่ก็ล้ำหน้า  นำสมัยกว่าคนในยุคเดียวกัน

ความคิดฝันของสุนทรภู่ในยุคนั้น  หลายอย่างเพิ่งมาปรากฏให้เห็นในยุคนี้  เป็นต้นว่า  บรรดานางเอกที่ฉีกภาพนางในวรรณคดีงามเสงี่ยม  มาเป็นนางเอกแสบซ่า  หลากสไตล์ อย่างสุวรรณมาลี "มเหสีขี้หึงประหนึ่งเสือ"  นางละเวงโฉมงามเจ้าเสน่ห์ที่ใช้สารพัดเล่ห์กลเพื่อชัยชนะ  ไปถึงนางเอกรุ่นลูก อย่างเสาวคนธ์ที่เล่นหัวคลุกคลีกับสุดสาครมาแต่เด็ก จนเกือบจะกลายเป็นทอม...

แนวคิดที่น่าสนใจ  นำสมัยล้ำยุคอีกอย่างหนึ่งก็คือการสร้างพระเอกให้เป็นเด็กกิฟเต็ททางดนตรี


พระอภัยมณีเริ่มค้นพบตัวเองตั้งแต่แรกว่าไม่อยากเรียนสรรพวิชาที่บรรดาลูกกษัตริย์ทั้งหลายเขาเรียนกัน  เป็นต้นว่า  วิชาหนังสือ การรบ หรือการปกครอง ก็เลยลาพระบิดาออกแสวงหาอาจารย์  ในที่สุดก็ไปเจอสำนักที่เปิดสอนวิชาที่โดนใจ  คือวิชาดนตรี  แต่ก็เกือบหงายเก๋งเมื่อมองเห็นป้ายประกาศ  บอกราคาค่าลงทะเบียนเรียนสูงลิบลิ่วถึงแสนตำลึงทอง  เทียบกับสมัยนี้ก็น่าจะหลักล้าน

โชคดีที่พระอภัยมณีเป็นลูกกษัตริย์  พอมีสมบัติติดตัว  ก็เลยถอดแหวน  จ่ายเป็นค่าเล่าเรียน

ร่ำเรียนจนจบแล้วนั่นแหละ  พระอาจารย์ถึงได้เปิดใจให้เหตุผลว่าทำไมค่าเล่าเรียนถึงโหดนัก

"ซึ่งดนตรีตีค่าไว้ถึงแสน          เพราะหวงแหนกำชับไว้คับขัน
ใช่ประสงค์ตรงทรัพย์สิ่งสุวรรณ  จะป้องกันมิให้ไพร่ได้วิชา
ต่อกษัตริย์เศรษฐ๊มั่งมีทรัพย์       มาคำนับจึงได้ดังปรารถนา"

พระอาจารย์แกคงซึ้งกับ "ไพร่" เสียจนขยาด  ไม่อยากถ่ายทอดวิชาอะไรที่ดีๆ ให้  เพราะกลัวไพร่เอาไปทำเสียหายหมด

ก็เลยคิดแบบคนสมัยก่อนว่า  กษัตริย์เศรษฐี  ก็น่าจะมีพื้นฐานการอบรมมาดี  แถมเงินทองก็คงมีเยอะแล้ว  คงไม่เอาวิชาดี ๆ ไปใช้ทำมาหากิน  แสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ

นับว่ามีเหตุผลฟังได้ทีเดียว  ติดอยู่นิดหนึ่งก็ตรงที่ว่า  พระอาจารย์อาจจะคิดผิดว่าคนรวยแล้วจะไม่โกง  เพราะความจริงที่เห็นทุกวันนี้  ยิ่งรวยก็ยิ่งโกง

วิชาทั้งหลายนั้น ก็เหมือนอาวุธ ใช้ดีก็มีคุณอนันต์  แต่ถ้าใช้ไม่ดีก็มีโทษมหันต์

เหมือนที่พระอภัยมณีบอกกับสามพราหมณ์ว่า
"อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป    ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์
ทั้งมนุษย์ครุฑาเทวราช         หมู่สัตว์จตุบาทในไพรสินฑ์
แม้ปี่เราเป่าไปใครได้ยิน        ก็สุดสิ้นโมโหที่โกรธา"

เพลงปี่พระอภัยใครได้ยินก็หลงใหลใจอ่อน  พระเอกเรื่องนี้ก็ชนะใจบรรดาสาว ๆ เพราะเสียงปี่ออดอ้อนราวกับพระเอกยี่เกอ้อนแม่ยก  แม้แต่นางละเวงซึ่งตั้งใจมาล้างแค้น  ก็ยังตกหลุมรักพระเอกศิลปิน

ในตอนจบเรื่อง  เมื่อทั้งสองฝ่ายรบกันจนหมดแรง  พระอภัยก็ใช้เสียงปี่นี่แหละกล่อมให้คนคิดถึงบ้าน เลิกรบราฆ่าฟัน  ยุติสงครามได้

แต่เพลงปี่พระอภัยไม่ใช่แค่อ้อนให้คนหลง ในเวลาคับขันก็กลายเป็นเสียงปี่สังหาร  ก็ตอนที่พระอภัยเป่าปีสังหารนางผีเสื้อสมุทรนั่นยังไง

ดีที่พระอภัยมีพื้นฐานไม่ต่ำช้า  เลยใช้เฉพาะเมื่อเข้าตาจน ไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อไปทั้งเรื่อง  ไม่อย่างนั้น  เรื่องพระอภัยมณีจะกลายเป็นหนังกำลังภายใน  ไม่พอใจใครก็งัดปี่ออกมาเป่าให้ตาย ๆ  ไปให้หมด

คนที่ชอบดูหนังจีนประเภทกำลังภายใน  จะเห็นว่า บรรดาปรมาจารย์ผู้เยี่ยมบุทธ์ทั้งหลายก็เหมือนอาจารย์พระอภัยนี่แหละ  แต่ละคนล้วนหวงวิชา  กว่าจะรับเป็นศิษย์ได้ก็ต้องตรวจสอบกันหลายยก  คนที่จะได้เรียนสุดยอดวิชาทั้งหลายจึงต้องมีคุณสมบัติไม่ต่ำช้าเหมือนกัน  ก็แล้วแต่ว่าสำนักไหนต้องการลูกศิษย์แบบไหน  แต่ที่แน่ ๆ คือ  ไม่ใช่อยากเรียนก็ เิดินเข้าไปเรียนเหมือนตลาดวิชา


ไม่เหมือนยุคปัจจุบันที่มีสารพัดวิชาให้เรียนได้อย่างเสรี  แจกปริญญากันเป็นว่าเล่น  คนดี คนต่ำช้า  ก็เรียนวิชามาเหมือนกัน

เราจึงเห็นคนมีวิชาแต่ไร้คุณธรรม  เกลื่อนเมือง

นั่งดูข่าวทุกวันนี้แล้วอัศจรรย์ใจ  เออแน่ะ...ช่างสรรหาวิธีการมาคดโกง  ทุจริตกันได้สารพัด  ล้วนแต่คนเก่งกาจทั้งนั้น

เก่งเทคโนโลยี  ก็สร้างนวัตกรรมไปใช้ก่ออาชญากรรม  ทำลายล้างกันเป็นว่าเล่น
เก่งคอมฯ ก็หาวิธีพลิกแพลง  ขโมยข้อมูล  สร้างไวรัส  ทำเว็บเลวร้ายได้ต่าง ๆ
เก่งธุรกิจ  ก็พิฆาตฟาดฟัน  เชือดเฉือนกันทางธุรกิจ  แบบใครดีใครอยู่


ไม่ว่าเก่งอะไร  อยู่ในวงการไหน  โกงได้ทุกเรื่อง

ที่เก่งกาจน่าประทับใจที่สุดตอนนี้  น่าจะได้แก่นักกฏหมายเมืองไทย  ที่ล้วนแต่เรียนจบจากสำนักชั้นยอดแต่นำวิชาความรู้มาใช้แบบวิปริตผิดประหลาดชนิดที่อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาก็คงคิดไม่ถึง

เป็นนักกฏหมาย  แต่้ช่วยคนทำผิดกฏหมาย  กลับผิดให้เป็นถูก  ทำชั่วให้เป็นดี

ยิ่งไปกว่านั้น  เมื่อกลับผิดให้เป็นถูกไม่ได้  ก็แก้กฏหมายมันเสียเลย

สุดยอดวิทยายุทธ์จริงๆ !!!

นับเป็นการประยุกต์ใช้ความรู้  แบบไร้เทียมทาน...

นี่คือความผิดพลาดของการศึกษาไทย...อีกแล้ว  แนวคิดเรื่อง การสอนความรู้คู่คุณธรรม  เพิ่งมาคิดกันได้เมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง

ต่อเมื่อเรามีคนมีความรู้  แต่ไม่มีคุณธรรมเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
แล้วมันจะทันการณ์ไหมเนี่ย...

นี่แหละ...เพราะไม่เคยอ่านเรื่องพระอภัยมณี  หรืออ่านแล้วแต่ไม่รู้จักเก็บไปคิด






วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แรงเงา??

แรงเงา??


ยั้้งไม่หยุด  ฉุดไม่อยู่ !!!
จะอะไรเสียอีกละ่  ก็เรตติ้้งละครหลังข่่าวน่ะซี

สมัยดอกส้มสีทองก็ส่งเรยาในบทเมียน้อยตัวร้ายให้ดังระเบิดระเบ้อ


พอมาถึงมุนินทร์ในแรงเงา  ก็กลายเป็นประเด็นร้อน ให้บรรดาผู้ห่วงใยสังคมออกมาแสดงความห่วงใยกันยกใหญ่

แต่ก็ยั้งไม่หยุด  ฉุดไม่อยู่  ก็ชาวบ้านเขาชอบของเขาอย่างนั้น ใครจะไปว่าอะไรได้  เหมือนการเมืองไทย  เขาเลือกของเขามาอย่างนั้น  ไม่อยากดูก็อย่าไปทนดู  ไม่ได้มีใครว่าอะไรสักหน่อย

ดูละครสมัยนี้้แล้วคิดถึงหลักการใช้ภาษา  ในการเขียนบทละครแต่ก่อนเก่า  เขาจะสอนว่าให้คำนึงถึงพื้นฐานตัวละคร  ถ้าระดับไฮโซ  คุณหญิงคุณนาย  คนมีการศึกษา  ภาษาก็ต้องระดับหนึ่ง  ถ้าเป็นชนชั้นล่าง  คนพาลสันดานต่ำ  ภาษาก็ต้องอีกระดับหนึ่ง

ตามสำนวนไทยที่ว่า "สำเนียงส่อภาษา  กิริยาส่อสกุล"

ที่ไหนได้  เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นว่า ตัวละครไม่ว่าระดับไหน  ได้รับการศึกษามาแค่ไหน  ก็ล้วนแต่ด่าทอกันไฟแลบ  ไม่พอใจก็กระโดดเข้าตบตีกันเป็นโกลาหล


เหมือนพระราชนิพนธ์ ร.๖ ที่ว่า  "ความรู้อาจเรียนทันกันหมด  เว้นแต่ชั่วดีกระด้าง ห่อนแก้ ฤาไหว"

สะท้อนให้เห็นผลของการศึกษา  ซึ่งสมัยก่อนเขาเรียกว่า  ได้รับการศึกษาอบรม  แต่ปัจจุบัน อบรมมันหายไป  เหลือแต่การศึกษา  ได้ปริญญากันเป็นว่าเล่น  แต่เรื่องกิริยามารยาท  ทำตกหายไปตอนไหนไม่รู้


ว่าที่ำจริง  เรื่องของผู้หญิงด่าทอ  ตบตีแย่งชิงสามี  ก็คงมีกันมาตั้งแต่สมัยไหน ๆ สำนวนไทยก็ยังมีว่า  "เสียทองเท่าหัวไม่ยอมเสียผัวให้ใคร" ทั้งนี้ทั้งนั้น  อาจไม่ใช่เพราะความรัก  แต่เป็นเพราะนิสัยชอบเอาชนะ  ประเภท "ฆ่าได้  หยามไม่ได้"

ไม่ได้รักอะไรนักหนาหรอก  แต่มันเสียหน้า เสียฟอร์ม

วรรณคดีที่สะท้อนเรื่องพวกนี้ก็มีอยู่หลายเรื่อง  แต่ที่โดดเด่นชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นเรื่อง พระอภัยมณี

ว่ากันว่า  สุนทรภู่เขียนเรื่องนี้จากชีวิตจริง  บรรดานางเอกทั้งหลาย  ไม่ว่าจะเป็นนางผีเสื้อสมุทร  นางเงือก นางสุวรรณมาลี  นางละเวง  ก็ล้่วนจำลองมาจากบรรดานางๆๆ ทั้งหลายในชีวิตของกวีเอกท่านนี้



คู่เอกในเรื่องพระอภัยมณี  ได้แก่สุวรรณมาลี ราชธิดากรุงผลึก  กับนางละเวงที่โชคชะตาฟ้าลิขิตให้ครองอำนาจ  เป็นราชินีเมืองลังกา

นางละเวงได้ครองเมืองเพราะบังเอิญพ่อและพี่ชายเสียชีวิตในสงคราม  ก็สงครามชิงนางสุวรรณมาลีนั่นแหละ  สร้างรอยแค้นที่ต้องมาทวงคืน

และด้วยความเป็นสาวสวย  เรื่องอะไรจะไปลงมือเองให้เหนื่อย  นางละเวงก็เลยใช้เสน่ห์หญิง  ให้ช่างวาดรูปแถมทำเสน่ห์ใส่  ส่งไปประชาสัมพันธ์ให้บรรดากษัตริย์ทั้งหนุ่มทั้งแก่ไปรบแทน  ใครรบชนะก็จะแต่งงานด้วย  เห็น ๆ ว่าแผนนี้มีแต่ได้กับได้

ผลก็คือ เจ้าละมาน  กษัตริย์ที่หลงรักนางละเวง  อาสาไปรบกับกรุงผลึกจนตัวตาย วิญญาณยังหลอนเข้าสิงรูป  ทำให้พระอภัยเห็นรูปเข้าก็หลงเป็นบ้าไปอีกคน

แล้วในที่สุดนางละเวงโฉมงามก็ใช้เสน่ห์ล่อเอาพระอภัยมณี แถมยังให้หลานสาวใช้เสน่ห์ทำนองเดียวกัน  ล่อศรีสุวรรณ กับสินสมุทร  ให้หลงหัวทิ่มหัวตำ  ทิ้งบ้านเมืองไปอยู่กับฝ่ายเมืองลังกากันหมด

ซึ่งสร้างแรงแค้นให้สุวรรณมาลี  ในฐานะผู้สูญเสียอำนาจ เอ๊ย..สูญเสียสามี  จำต้องรับบทผู้นำหญิง  นำทัพไปอาละวาด  ทั้งปะทะคารม  ปะทะฝีมือ เรียกว่าสะใจคนอ่านสมัยโน้นไม่น้อยไปกว่าละครหลังข่าวสมัยนี้  รบรากันตั้งแต่สมัยยังสาว  ยาวนานไปจนถึงรุ่นลูก

ว่ากันว่าเรื่องนี้เรตติ้งสูงลิบ  มีคนติดตามอ่านกันเพียบ  คนเขียนถึงได้ต้องดึงเรื่องเขียนไปได้ถึงสามแผ่นดิน

บทบาทนางละเวง  ในฐานะผู้นำหญิงที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจแบบจับพลัดจับผลู  แล้วก็โลดเต้นไปตามบทด้วยแรงผีผลัก  คือแรงแค้นแทนวิญญาณพี่ชายนายอุศเรน  บวกกับกุนซือระดับเซียนคือบาทหลวงที่คอยยุยงส่งเสริมแถมวางแผนให้สารพัด  ดูๆ ไปก็คล้ายกับใครบางคนในวันนี้

โดดเข้ามาเล่นแล้วก็ต้องตีบทให้แตก  เล่นให้สมบท สุดฝีมือ  ไม่ต้องสนใจเสียงนกเสียงกา...


ตอนจบเรื่องพระอภัยมณี  หลังจากที่ทำสงครามกันยับเยินไปทั้งสองฝ่าย  หล่อเลี้ยงความแค้นตั้งแต่รุ่นแม่ยันรุ่นลูก  ท้ายที่สุดคนแต่งหาทางจบโดยให้พระฤาษีมากล่อมจนปรองดองกันได้

เรื่องพระอภัยมณีจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง  เพราะคนแต่งบวชเป็นพระมานาน  ก็เลยให้ตัวละครมองเห็นสัจธรรม

แต่คนเขียนบทวันนี้  กระเดียดไปทางมาร!!!  ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะจบยังไง...