แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาเซียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาเซียน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สู่อาเซียน

ตื่นเต้นระทึกขวัญกันไม่น้อยสำหรับการเตรียมตัวเตรียมใจ  เตรียมรับการเปิดประตูสู่อาเซียน  ทำเอาคนขวัญอ่อนเริ่มกินไม่ได้นอนไม่หลับ  นึกไม่ออกบอกไม่ถูกว่าถึงเวลาเปิดประตูกันจริง ๆ แล้วจะเป็นยังไง  ไทยจะตั้งรับอย่างไร  สับสนวุ่นวายกันไปทุกวงการ

ลองตั้งสติคิดทบทวนย้อนกลับไปสู่อดีตกาล  ไทย  พม่า  ลาว  เขมร ฯลฯ มีถิ่นฐานใกล้ชิดติดกัน  อยู่ร่วมกันฉันมิตรบ้างศัตรูบ้าง  ก็ถ่ายทอดวัฒนธรรมกันไปมานับเป็นพันปี  จนภาษาไทยมีทั้งคำศัพท์ที่มาจากเขมร  พม่า  ชวา  มลายู ฯลฯ เยอะแยะ  แถมยังไปไกลถึงอินเดีย  จีน ฯลฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ยาลี  สันสกฤต  ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อภาษามาตั้งแต่ไหนแต่ไร  ก็ว่ากันว่าพวกพราหมณ์นำมาจากอินเดียโน่น  ราชาศัพท์ทั้งหลายทั้งปวง  ก็เป็นอิทธิพลของเขมรเสียตั้งครึ่งตั้งค่อน


ลองสแกนไปทางวรรณกรรม  ก็อีกนั่นแหละ  ต้นตำรับร้อยกรองประเภทฉันท์ก็มาจากอินเดียอีก  คำศัพท์ที่อ่านยากอ่านเย็นจนคนรุ่นนี้ตัดญาติขาดมิตรไม่ยอมทำความรู้จัก  ย้อนประวัติไปก็มาจากอินเดีย  เขมร  เสียเป็นส่วนใหญ่  ถ้าลำพังภาษาไทยแท้ก็มีแต่คำโดด  ด้วนๆ ห้วน ๆ ไม่วิจิตรบรรจงเหมือนที่ไปขอหยิบขอยืมเขามาหรอก  ใช้ไปใช้มาก็กลายเป็นภาษาไทยไปตั้งนมนานแล้ว  ถือเป็นความงอกงามทางภาษาเสียด้วยซ้ำ


วรรณคดีเรื่องใหญ่ ๆ ก็ของพี่ไทยแท้เสียเมื่อไหร่  รามเกียรติ์น่ะ  อินเตียล้วนๆ ราชาธิราชก็มาจากมอญ  พม่า  สามก๊กก็จีนเต็ม ๆ  ส่วนอิเหนาก็ของชวา  หรืออินโดนีเซียโน่น  ส่วนที่เป็นของไทยแท้ ๆ อย่างขุนช้างขุนแผน  ก็ยังมีหลายตอนที่เชื่อมโยงบ้านใกล้เรือนเคียง  อย่างลาวทองภรรยาขุนแผน  หรือสร้อยฟ้าภรรยาพลายงาม  ก็ล้วนมาจากเชียงใหม่  ถูกกล่าวขานดูถูกดูหมิ่นว่าเป็นลาวเป็นกาวดูต่ำต้อยน้อยหน้าจนกลายเป็นปัญหาใหญ่  แม้แต่พลายชุมพลปลอมตัวยกทัพมารบกับพี่ชายพลายงามก็ปลอมเป็นมอญ


หันมาทางดนตรี  บรรดาเพลงไทยเดิมที่ว่าเป็นมรดกไทยแท้ๆ แต่มีชื่อขึ้นต้นว่า  ลาว  เขมร  แขก  มอญ  จีน ฯลฯ มีอยู่เป็นกระตั้ก  เวลาบรรเลงก็มีสำเนียงออกไปทางชาติโน้นชาตินี้  เรียกว่าออก ๑๒ ภาษา  รวมทั้งเครื่องดนตรีไทย  ที่ชื่อเสียงฟ้องอยู่ชัดว่าเอามาจากชาติอื่น  ทั้งฆ้องมอญ  ปี่ชวา กลองแขก ฯลฯ

รวมทั้งชื่อหย่อมย่านบ้านเมืองในไทย  ก็มีทั้งบ้านมอญ  บ้านญวน  ข้านแขก ฯลฯ


ทั้งหลายทั้งปวงสะท้อนให้เห็นว่า  ถึงไม่เปิดประตูสู่อาเซียน  คนอาเซียนก็ไปมาหาสู่  แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาแล้ว  จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องตื่นตระหนกตกใจอะไรไปมากมาย

โดยเฉพาะครูสอนภาษาไทย  ก็ไม่ต้องแตกตื่นโกอินเตอร์  สอนภาษาไทยบูรณาการอาเซียนให้วุ่นวาย

เอาพอสถานประมาณ  พิจารณาเรื่องราวอาเซียนที่สอดแทรกในภาษาไทย  กํบใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือเรียนรู้สู่อาเซียนให้กว้างขวางออกไปได้ก็เหลือกินเหลือใช้  อย่าได้ไปอุตริคาดหวังจะสอนภาษาไทยไปอาเซียน  หรือจะสอนภาษาอาเซียนมาไทย  จะสับสนวุ่นวายขายปลาชุ่อน  หลงทางกู่ไม่กลับ

เปิดประตูสู่อาเซียน  ก็แค่เปิดตา  เปิดใจ  ให้กว้างออกไปอีกหน่อย  แล้วก็จะได้เห็นโลกกว้างขึ้นอีกนิด

ยึดหลัก  ยึดรากความเป็นไทยเอาไว้ให้แน่นหนาสักหน่อยก็แล้วกัน
อย่าปล่อยให้ใครเขากลืนหายไปหมด

เอาอย่างบรรพบุรุษของไทย  ที่ฉลาดรับทุกอย่างมาเป็นของไทยอย่างเนียน ๆ แล้วท้ายที่สุดก็เป็นฝ่ายกลืนได้เรียบร้อย  เป็นมรดกวัฒนธรรมไทยไปหมดแล้ว...จริง ๆ






วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

คนไทยพันธุ์ใหม่

คนไทยพันธุ์ใหม่


มองภาพเด็กไทยวันนี้  ที่เห็นตามสื่อต่าง ๆ รวมทั้งตามถนนหนทาง  ศูนย์การค้า ฯลฯ    ประกอบกับมองทิศทางการศึกษาไทยทุกวันนี้  ก็พอจะจินตนาการภาพคนไทยพันธุ์ใหม่ในอนาคตอันใกล้ได้

เป็นพันธุ์ใหม่ที่ไม่ได้เกิดจากการคัดสรรคุณลักษณะที่ดีที่สุด  แต่เป็นการกลายพันธุ์ที่เกิดจากการปรับตัวไปตามยุคสมัย  เหมือนพืช  สัตว์  หรือเชื้อโรคหลายสายพันธุ์


ทั้งภาพลักษณ์ที่ถูกครอบงำด้วยแฟชั่นอเมริกันบ้าง เกาหลีบ้าง

ทั้งภาษาที่วิบัติไปเรื่อย ๆ เพราะขาดรากฐาน  และขาดจิตสำนึก

รวมทั้งความคิดที่สับสนคล้ายโรฮิงญาพลัดถิ่น  ไม่สามารถจะบอกได้ว่า  ตัวเองเป็นใคร  มาจากไหน...

ไม่รู้ว่าสถานศึกษาแต่ละแห่งคิดอย่างไรในการปรับหลักสูตรให้อินเต๊อ...อินเตอร์  โดยมองข้ามการสร้างรากฐานความเป็นคนไทยให้มั่นคงแข็งแรง

เหมือนตะบี้ตะบันจะให้รู้เขา...แต่ไม่รู้เรา !!!

แบบนี้ศิษย์ซุนวูบอกได้เลยว่า  ไม่ต้องรบถึงร้อยครั้งหรอก แค่ครั้งแรกก็แตกกระเจิง

ประวัติศาสตร์ไทยถูกถามหาครั้งแล้วครั้งเล่า  หลังจากความจริงฟ้องว่าคนไทยวันนี้  ขาดจิตสำนึกในความเป็นไทย

ไม่ตระหนักว่า  แผ่นดินไทยทุกวันนี้  ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อชีวิตของบรรพบุรุษมามากน้อยแค่ไหน

คนไทยไม่ต้องเร่ร่อนไปอาศัยบ้านเมืองอื่น  ไปเป็นประชาชนชั้นที่สองทีสาม... มีศักดิ์ศรี  มีชาติ  มีภาษาของตนเอง  แต่ลูกหลานไทยกลับไม่เห็นค่า

ภาษาไทยถูกตัด  ถูกบั่นทอนออกจากหลักสูตร  เพื่อเปิดเนื้อที่ให้ภาษาต่างด้าว  และความรู้จับจดทั้งหลายแหล่เข้ามาแทน  เพราะขาดความตระหนักว่าภาษาเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรม  เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะปลูกฝังความรู้ความคิดทั้งหลายทั้งปวง

เด็กไทยส่วนมากจึงได้เรียนภาษาไทยแค่ระดับพื้นฐานซึ่งเป็นมาตรฐานต่ำสุดที่กำหนดไว้  เพื่อเอื้อต่อเด็กด้อยโอกาส  และอยู่ห่างไกลการพัฒนา

ส่วนที่หลักสูตรเปิดโอกาสให้โรงเรียนพัฒนาวิชาเพิ่มเติมได้อย่างเสรี  โดยคาดหวังว่าตรงนี้แหละจะเป็นการเจียระนัยเด็กที่มีความถนัดทางภาษาให้รู้ลึก  รู้กว้าง  เกิดความรัก  เห็นคุณค่าของแต่ละวิชา  จนค้นพบตัวเอง  กลับถูกปิดลง

การลด  การปิดวิชาภาษาไทย  จึงเป็นการปิดโอกาสเด็กไม่ให้ได้มองเห็นเส้นทางอีกสายหนึ่ง  และทางสายนี้แหละที่สร้างนักภาษา  นักคิด  นักเขียน  นักพูด ฯลฯ ที่สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าอยู่ทุกวันนี้


โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสร้างครูภาษาไทยรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ  ไม่ใช่สักแต่เรียนเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร  และวันหนึ่งก็จะเป็นครูภาษาไทยที่ทำให้เด็กเบื่อหน่ายภาษาไทยหนักเข้าไปอีก

คนไทยเจนเนอเรชั่นใหม่  คงเป็นคนไทยที่พูดภาษาไทยได้แค่สื่อสาร  แบบผิด ๆ ถูก ๆ ใกล้เคียงพม่า ลาว เวียตนาม ฯลฯ

วรรณคดีชั้นสูง  ไม่รู้ว่าจะขึ้นหิ้งหรือเก็บใส่กรุ  เพราะไม่มีคนอ่าน

และภาษาสวย ๆ ก็คงสูญหายไป  เหลือแต่ภาษาลวก ๆ ไร้คุณค่า  เหมือนอาหารฟาสต์ฟู้ด

ที่สำคัญคือ  คนไทยรุ่นใหม่จะขาดจิตสำนึกในความเป็นชาติ  กลายเป็นชนเผ่าน้อยในอาเซียน

เด็กไทยทุกวันนี้  ไม่ได้ถูกปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ รักแผ่นดิน

แต่ฝังหัวอยู่ทุกวันว่าเมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน  ทุกคนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในอาเซียน  พูดภาษาอาเซียน  วิ่งไปหางานทำในอาเซียน  เพื่อเปิดโอกาสให้คนในอาเซียนแห่กันมาหากินในเมืองไทยแทน

แล้วอีกไม่ช้า  แผ่นดินทองของไทย  จะกลายเป็นขุมทรัพย์ของพม่า  ลาว  เวียตนาม มาเลย์ ฯลฯ

ภาษาไทยกลายเป็นภาษาถิ่นของชนกลุ่มน้อย  และอาจตายไป  เมื่อไม่มีคนสนใจจะสื่อสารกันด้วยภาษานี้อีกต่อไป

เหลือแต่ประวัติศาสตร์ที่อาจจารึกไว้ว่า  ที่นี่...เคยเป็นประเทศไทย  และคนที่เคยอยู่ตรงนี้  ครั้งหนึ่งเคยสื่อสารกันด้วยภาษาไทย

อนิจจา...ประเทศไทย