วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

น้ำจะท่วมฟ้า


น้ำจะท่วมฟ้า  ปลาจะกินดาว




น้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว  ถึงวันนี้บางคนเพิ่งซ่อมบ้านเสร็จ  บางคนยังไม่ไ้ด้เงินช่วยเหลือ  บางคนได้แล้วแต่ยังไม่อยากซ่อม  รอดูว่าปีนี้น้ำจะมาถล่มอีกไหม
แล้วน้ำก็มาจริง ๆ พร้อมกับเสียงทำนายของนักวิชาการบ้าง  หมอดูบ้าง  ว่ายังไง ๆ มันก็ต้องท่วม  ซ้ำแนวโน้มจะหนักขึ้น ๆ




ทำให้นึกถึงคัมภีร์ื์เก่า ๆ หลายเล่ม  หลายเรื่องที่พยากรณ์เรื่องน้ำจะท่วมฟ้า  ปลาจะกินดาว  ส่วนใหญ่ก็มีความเชื่อเหมือน ๆ กันว่า เมื่อมนุษย์ทำชั่วกันหนักข้อจนเทวดาฟ้าดินรับไม่ได้  ก็จะบันดาลให้เกิดน้ำล้างโลกเพื่อชำระล้างความชั่วให้หมดไป



ส่วนในวรรณคดีไทย มีอยู่เรื่องหนึ่งที่มีความคิดคล้าย ๆ กัน  ก็คือกาพย์พระไชยสุริยา ของสุนทรภู่  ตอนนี้เอามาให้นักเรียน ม.๑ เรียน  ไม่รู้จะได้เรื่องได้ราวอะไรหรือเปล่า  เพราะความจริงเรื่องนี้ต้องให้ผู้ใหญ่เรียน

เรื่องของเรื่องก็คือ  เมืองสาวัตถี  แต่เดิมก็ดี ๆ อยู่  ต่อมาผู้คนทำชั่วกันหนักมือ  อันธพาลครองเมือง  สภาพก็ใกล้เคียงกับบ้านเราตอนนี้  เช่น

พาราสาวะถี            ใครไม่มีปราณีใคร
ดึงดื้อถือแต่ใจ        ที่ใครได้ใส่เอาพอ
ผู้ที่มีฝีมือ                ทำดุดื้อไม่ซื้อขอ
ไล่คว้าผ้าที่คอ        อะไรล่อก็เอาไป

ส่วนข้าราชการทั้งหลายแหล่  พฤติกรรมยิ่งเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราตอนนี้ไม่มีผิด  เช่น
ที่แพ้แก้ชนะ            ไม่ถือพระประเวณี
ขี้ฉ้อก็ได้ดี              ไล่ด่าตีมีอาญา
ที่ซื่อถือพระเจ้า      ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา
ผู้เฒ่าเหล่าเมธา     ว่าใบ้บ้าสาระยำ




แล้วในที่สุดเทวดาฟ้าดินก็เลยลงโทษให้เกิดน้ำท่วมใหญ่  พระไชยสุริยากับพระมเหสีลงเรือหนีก็เรือแตก ต้องไปอยุ่ป่า  บวชเป็นฤาษี  ส่วนที่เมืองสาวัตถีเป็นยังไงต่อไปไม่รู้  แต่เดาเอาว่า น้ำล้างหมดแล้วก็คงจะสะอาดดีขึ้น  และคนรุ่นต่อ ๆ มาก็คงช่วยกันทำชั่วต่อไป  จนเทวดาทนไม่ไหว  ก็คงกลับมาล้างอีกรอบ

บ้านเมืองเราก็ใกล้เคียงพาราสาวัตถีเข้าไปทุกที  น้ำท่วมปีที่แล้ว  ทำให้มีข้ออ้างใช้งบประมาณจากเงินภาษีมากมายมหาศาล  ผ่านไปหนึ่งปี   พร้อมกับข่าวเงินงบประมาณตกเรี่ยเสียหายไปเข้ากระเป๋าใครต่อใคร  ได้อานิสงส์จากน้ำกันเป็น กอบเป็นกำ  แต่น้ำก็ยังทำท่าจะท่วมอยู่ดี  ไม่ได้น้อยไปกว่าปีก่อน  แถมยังมีผู้ใหญ่ผู้โตหลายคน  บอกว่าบริเวณที่ท่วมคือบริเวณที่ "ท่วมซ้ำซาก" แปลว่า  ไม่ต้องไปใส่ใจ  มันเคยท่วม  ก็จงท่วมต่อไป  ส่วนงบประมาณมากมาย  จะเอาไปแก้ปัญหาส่วนที่ไม่เคยท่วม???  ฟังแล้วงง  ไหมนี่่


แต่ที่แน่ ๆ บรรดาท่าน ๆ ที่ใช้งบประมาณกันเพลิดเพลินเหล่านี้้  ไม่มีใครคิดถึงเรื่องน้ำท่วมโลก น้ำล้างโลก  เพราะฟังดูมันก็ไร้สาระ  เหมือนเรื่องหลอกเด็ก

ฟ้าดินก็เรื่องหลอกเด็ก  เวรกรรมก็เรื่องหลอกผู้ใหญ่

น้ำจึงยังท่วมต่อไป  เพราะเรามีผู้ใหญ่แสนฉลาดที่ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมมาดูแลบ้านเมือง
ถึงน้ำจะท่วมจนอยู่ไม่ได้จริง ๆ  ท่านก็คงไม่หนีลงเรือไปอยู่เกาะแบบพระไชยสุริยา

มีเงินเสียอย่าง  จะบินไปไหนก็ได้  อยู่ประเทศไหนก็ไม่น่ารังเกียจ











วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ช่างเสื้อมือโปร


ช่างเสื้อมือโปร




ลัทธิเต๋า  กล่าวถึงผู้ปกครองที่ดี  ว่า  ผู้ปกครองที่ดีต้องไม่ทำให้คนที่อยู่ในปกครองรู้สึกหนัก  เหมือนท้องฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่เหนือมนุษย์ทั้งปวง  ทุกคนรู้ว่ามีฟ้า  ทุกคนรู้ว่าฟ้ายิ่งใหญ่  แต่ไม่เคยรู้สึกว่าฟ้าหนัก


ฟ้าไม่เคยสนใจว่าจะมีใครไหว้กราบหรือไม่  แต่ถ้าใครคิดถ่มน้ำลายรดฟ้า  น้ำลายก็จะเปื้อนหน้าตัวเอง
คิดว่าคนไทย  เคยเห็นผู้ปกครองที่เหมือนฟ้ากันทุกคน...และคิดว่ามีไม่กี่คน  ที่พยายามถ่มน้ำลายรดฟ้า

ส่วนบรรดานักปกครองที่แสดงอำนาจบาตรใหญ่ว่าอยู่เหนือคนอื่่น  แ้ท้ที่จริงล้วนอยู่ใต้ฟ้า  บุญพาวาสนาส่งก็เลยเหลิงลืมตัว  พองตัวให้ใหญ่ขึ้น  สร้างฐานให้ตัวเองด้วยการเหยียบคนอื่นเพื่อจะก้าวขึ้นไปเรื่อย ๆ  คนที่อยู่ใต้ปกครองก็จะรู้สึกหนัก ๆ ๆ

จะโทษนักปกครองลืมตัวพวกนี้เต็มที่ก็ไม่ถูกนัก  ต้องโทษคนที่ยอมตัวเป็นฐานรองรับคนพวกนี้ด้วย  สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ  คนสอพลอที่มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย  ทำให้พวกนักปกครองเกิดอาการเหลิงเหมือนคนเป็นโรคภูมิแพ้  แก้ไม่หาย      เพราะมลพิษพวกนี้มีมากจริง ๆ  ไม่ว่าวงการไหน

ที่เห็นกันจะจะ  ในวันนี้ก็คือบรรดาข้าราชการที่ "ได้ดี  เพราะพี่ให้..." นี่แหละ


มีเรื่องเสียดสีน่ารักน่าชังของจีนอยู่เรื่องหนึ่ง   เล่าถึงบัณฑิตหนุ่มเพิ่งสอบได้เป็นขุนนาง  เลยไปหาช่างมือโปรให้วัดตัวตัดเสื้อ  เสื้อชุดข้าราชการจีนสมัยนั้นเป็นเสื้อตัวยาวคลุมเท้า  เหมือนที่เราเห็นในหนังนั่นแหละ
ยอดคุณช่างผู้รอบคอบถามว่า  รับราชการมานานแค่ไหนแล้ว  บัณฑิตหนุ่มสงสัยว่าจะถามไปหาพระแสงอะไร  นานแค่ไหนมันเกี่ยวอะไรกับเสื้อด้วย  ช่างก็เลยอรรถาธิบายว่า  ตัดเสื้อให้พอดีไม่ตึงไม่รั้ง  มันต้องดูพฤติกรรมคนใส่  คนที่รับราชการใหม่ ๆ มักจะภาคภูมิใจ  ไปไหนมาไหนก็เดินเชิดหน้า  อกผายไหล่ผึ่ง  เวลาตัดเสื้อก็ต้องตัดให้ด้านหน้ายาวด้านหลังสั้น  ครั้งพอรับราชการไปได้สักพัก  ที่เคยเชิดเคยยืดก็เริ่มลดน้อยลง  เสื้อด้านหน้าด้านหลังก็เลยตัดให้ยาวเท่ากัน  แต่ถ้ารับราชการมานานปี  โดยเฉพาะพวกที่เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ามาก ๆ  ต้องตัดเสื้อให้ด้านหน้าสั้นด้านหลังยาว เพราะพวกนี้ต้องคอยโค้งคำนับ  ใช่ครับพี่่  ดีครับผม... หลังงอเป็นกุ้ง  ขืนตัดเสื้อให้ด้านหน้ายาวก็คงเดินสะดุดชายเสื้อตัวเอง..
.

เผอิญชุดข้าราชการไทยไม่ใช่ชุดยาวเหมือนของจีน  ไม่อย่างนั้น  เราคงได้เห็นแฟชันเสื้อด้านหน้าสั้น  ด้านหลังยาวกันเกลื่อน



วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ผิดหรือไม่ผิด...อยู่ที่จิตสำนึก

ผิดหรือไม่ผิด...อยู่ที่จิตสำนึก



เรื่องราวของ นรก สวรรค์  มีอยู่ในทุกศาสนา  จะจริงหรือไม่จริง  ก็นับว่ามีบทบาทช่วยยับยั้ง  ไม่ให้คนย่ามใจในการทำชั่วจนเกินไปนัก

จนมาถึงวันนี้  ยุคสมัยที่คนฉลาดเลิศเลอ  เทคโนโลยีครองโลก  ไม่ว่าพระเจ้าองค์ไหนก็ทำท่าว่าจะชิดซ้าย  ห่างหายจากใจไปหมด  เรื่องบาปกรรม  ก็กลายเป็นเรื่องตลกที่ตกยุคไปแล้ว  แม้แต่ตามวัดวาอารามที่มีภาพจิตรกรรม  ประติมากรรม  ทั้งนรก สวรรค์  ปั้นรูปเปรตสารพัดชนิดไว้เป็นเครื่องเตือนใจ  ก็ไม่เว้น


ในไตรภูมิพระร่วง  กล่าวถึงเรื่องนรกสวรรค์ไว้เป็นจริงเป็นจังมากมาย  และถือว่าเป็นวรรณคดีที่มีอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อของคนทั้งในยุคนั้นและต่อๆ มา  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเปรต  เรื่องสารพัดนรก  สำหรับบริการคนที่ทำชั่วสารพัดอย่าง  ในบรรดาสารพัดนรกนั้น  มีอยู่ขุมหนึ่งที่กล่าวถึงพวกข้าราชการที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง  ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบประชาชน  ที่ต้องตกนรกหมกไหม้  พรรณนาไว้เสียน่ากลัว

แต่บังเอิญข้าราชการยุคนี้ไม่เคยอ่าน  หรือถึงอ่านก็ไม่กลัว  เพราะสะสมเงินทองไว้เยอะ  ตายไปก็ใช้ติดสินบนยมบาลได้


หนังสืออีกเล่มหนึ่ง  คือ โอวาทสี่ของท่านสี่เหลี่ยวฝาน  ก็ว่าด้วยเรื่องทำความดีเอาไว้  เล่มนี้ไม่น่ากลัวเหมือนไตรภูมิ  แต่ก็น่าสนใจ  มีอยู่ตอนหนึ่งที่เล่าถึงเรื่องข้าราชการคนหนึ่งฝันว่าตายไปเจอยมบาล  ยมบาลให้ดูบันทึกความชั่วที่กองเป็นภูเขาเลากา  ส่วนความดีมีอยู่น้อยนิดเดียว  ครั้นเอาความชั่วกับความดีขึ้นตาชั่ง  ปรากฏว่าความดีน้อยนิดกลับมีน้ำหนักมากกว่าความชั่วที่มองดูว่ามีมากมาย  ก็เลยถามยมบาลว่า  ความชั่วมากมายนั้นคือความชั่วอะไร  เพราะทำจนเพลิน  จำไม่ได้แล้ว  ยมบาลก็อธิบายว่าเป็นความชั่วประจำวัน  แค่คิดไม่ดี  ก็นับเป็นความชั่วแล้ว  ส่วนความดีน้อยนิดที่มีน้ำหนักมากนั้น  คือความดีที่ทำให้ประชาชน  ในฐานะที่เป็นข้าราชการ  แค่ครั้งเดียวที่กล้าคัดค้านนโยบายของเจ้าเมืองที่ให้เรียกเก็บภาษีอากรประชาชนที่ทุกข์ยาก  เพราะความสงสารว่าประชาชนจะเดือดร้อน  ซ้ำการคัดค้านนั้นก็ไม่สำเร็จเสียอีก  แต่แค่นั้นก็เป็นความดีที่มีน้ำหนักมากมาย  ยิ่งถ้าค้านแล้วสำเร็จก็จะยิ่งเป็นบุญที่มีน้ำหนักมากมายมหาศาล

หนังสือสองเรื่องนี้  แน่นอนเลยว่า  ข้าราชการไทยไม่เคยอ่าน

วันนี้  เราจึงได้เห็นข้าราชการระดับใหญ่มากของไทยแสดงความกตัญญูต่อตัวบุคคลทีมอบอำนาจวาสนาให้แบบสุด ๆ

แต่ไม่สนใจว่าอะไรคือความถูกต้อง  ไม่สนใจไยดีความรู้สึกขมขื่นของประชาชนที่ต้องเสียภาษีอากร  จ่ายเป็นเงินเดือนให้บรรดาข้าราชการทั้งหลายได้มีอยู่มีกินนับตั้งแต่ยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย  มาจนใหญ่โตคับแผ่นดินทุกวันนี้

เพราะเรื่องนรก สวรรค์  มันเป็นแค่จินตนาการ

เพราะผลการสำรวจ  ข้าราชการไทยทุจริตคอรัปชันมากมายมหาศาล  มันก็แค่ภาพลักษณ์

แต่ยศ อำนาจ และเงินทองที่จับต้องได้  มันเป็นของจริง

เราจึงได้เห็นข้าราชการบางคน  ยังยืนเด่นเป็นสง่า  ตั้งคำถามเสียงดังย้อนกลับมาหาสังคมว่า "ผมผิดหรือ..."

เพราะผิด  หรือไม่ผิด  มันอยู่ที่จิตสำนึก..






















วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รัตนา สถิตานนท์: ถามเธอ..สักนิด

รัตนา สถิตานนท์: ถามเธอ..สักนิด: ถามเธอ...สักนิด ช่างเติบโตเร็วนักน่ารักล้น                  กลางสายชลเขียวขจีสดสีใส ดอกสีม่วงชวนพิศตรึงติดใจ          ...

ถามเธอ..สักนิด

ถามเธอ...สักนิด






ช่างเติบโตเร็วนักน่ารักล้น                 
กลางสายชลเขียวขจีสดสีใส
ดอกสีม่วงชวนพิศตรึงติดใจ              
ล่องลอยไปตามแต่กระแสธาร
น้ำจะขึ้นหรือลงที่ตรงไหน                 
ลมจะพัดพาไปไม่ต่อต้าน
ไม่สนใจเสียงบ่นคนรำคาญ   
 ยังเบิกบานไปทุกทิศอิสรา


          
ไม่เคยคิดถึงแผ่นดินถิ่นกำเนิด
ที่ก่อเกิดอยู่ไหนไม่ถามหา
จะอยู่ไหนเป็นอย่างไรไม่นำพา         
ผักตบชวาลอยล่องเต็มท้องธาร
จะเติบโตเพียงใดก็ไร้ค่า                       
เป็นปัญหาขัดขวางทางละหาน
ไม่เหมือนไม้ยืนต้นที่ทนทาน             
มีรากฐานยึดหยั่งฝังธรณินทร์





                                     
เยาวชน...
ไยปล่อยตนไปตามกระแสสินธุ์
เป็นสวะลอยไปไร้ชีวิน                  
ไม่ยลยินเสียงทักท้วงความห่วงใย





                                            
เยาวชน...
ถามกมลเธอสักนิดจะได้ไหม
เพราะเธอคืออนาคตของชาติไทย     
เธอหวังจะเติบใหญ่แบบไหนกัน
เหมือนสวะลอยเลื่อนอยู่เกลื่อนกล่น       
หรือหยัดยืนลำต้นให้คงมั่น
ตามกระแสเรื่อยไปไร้ผูกพัน               
หรือยึดมั่นเกียรติศักดิ์รักแผ่นดิน





กำหมัดคือยุติธรรม


กำหมัดคือยุติธรรม...จงจำไว้



วาทะนี้ อยู่ในเรื่อง"วิวาห์พระสมุทร" พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่๖
ที่มาที่ไปก็คือ เจ้าชายอังเดรซึ่งเป็นพระเอกของเรื่อง และเป็นคนรักของเจ้าหญิงอันโดรเมดานั้น เป็นเจ้าชายตกยาก พระราชบิดาดำเนินธุรกิจผิดพลาด  เล่นเอาหมดตัว  ท้าวมิดัสว่าที่พ่อตาก็เลยไม่ปลื้ม


เมื่อไม่มีเงิน  มียศก็น้อยกว่าว่าที่พ่อตา  หนทางที่อังเดรจะได้วิวาห์กับเจ้าหญิงอันโดรเมดาก็คือ ต้องมีอำนาจ  ซึ่งก็ไม่ต่างจากความคิดของคนปัจจุบัน  วาทะของอังเดรที่สะท้อนให้เห็นค่านิยมในตอนนี้  คือ


     ผู้ใดมีอำนาจวาสนา                          ธรรมดาหาอะไรก็หาได้
     กำหมัดคือยุติธรรมจงจำไว้               ใครหมัดใหญ่ได้เปรียบเรียบเชียวเกลอ
    ใครหมัดย่่อมต้องถ่อมกายายอบ        ต้องคอยหมอบคอยกราบราบเทียวเหนอ           
    คอยระแวงแขยงอยู่ละเออ                 มิกล้าเผยอขึ้นตึงตัง
    มีอำนาจวาสนาวาจาสิทธิ์                  พูดสิ่งใดไม่ผิดเพราะฤทธิ์ขลัง
    ถ้าพูดผิดกำหมัดซัดลงปัง                  กลายเป็นพูดถูกจังไปทั้งเพ
    กำหมัดเล็กลูกเด็กก็เถียงได้               จะส่งเสียงเถียงไปไม่ไหวเหว
    ต้องขอยืมหมัดโตไว้โบ๊เบ๊                 เดินโอ้เอ้วางปึ่งจึงจะดี


ด้วยเหตุนี้  เจ้าชายอังเดรก็เลยมองหาอำนาจที่จะมาสนับสนุน  ซึ่งก็ไม่ต้องมองหาไปไกลที่ไหน  เพราะตอนนั้น  อังกฤษกำลังเป็นมหาอำนาจทางทะเล  เที่ยวไล่ล่าเขมือบอาณานิคม  ชนิดที่มีคำกล่าวว่า  ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกในราชอาณาจักรอังกฤษ  เพราะไม่ว่าที่ไหนก็กลายเป็นราชอาณาจักรอังกฤษไปหมด  ตกที่หนึ่ง  อีกที่หนึ่งก็ยังไม่ตก

เมืองอัลฟะเบตาที่ท้าวมิดัสครอบครองอยู่ในเรื่องนี้ป็นเกาะ  ซึ่งเรือรบอังกฤษก็แล่นกร่างไปมาสำแดงอำนาจอยู่  แล้วก็บังเอิ๊ญบังเอิญ  อีตอนที่เจ้าชายอังเดรกำลังมองหาแบ็คอย่างที่ว่า  ก็มีเรือรบอังกฤษลำหนึ่งผ่านมาจอดทอดสมออยู่ใกล้ ๆ เกาะพอดี  เจ้าชายเจ้าเล่ห์ก็เลยถือโอกาส  สมคบกับกุ๊กในเรือ  ให้แสดงเป็นผีทะเลขึ้นมาสร้างความวุ่นวายโกลาหล  แล้วก็สร้างเรื่องราวให้คนเชื่อว่า  เจ้าสมุทรส่งให้มาทวงส่วย


ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวเมืองนี้  ถ้าเจ้าสมุทรออกอาการหงุดหงิด  ไม่สบอารมณ์  อาจอาละวาดทำให้เกิดเหตุเภทภัย  ประเภทซึนามิขึ้นมาได้  วิธีแก้ไขก็คือต้องเซ่นสรวงบวงพลี  ส่งส่วยให้เจ้าสมุทรพอใจ  ซึ่งส่วยที่ต้องใจเจ้าสมุทรก็คือการส่งเจ้าสาวไปให้  แถมยังมีการล็อคสเป็คไว้ด้วย  ว่าต้องเป็นสาวสวยสุดที่เป็นพรหมจารี  ซึ่งก็หนีไม่พ้นเจ้าหญิงอันโดรเมดา  พิธีวิวาห์ก็คือแห่แหนเจ้าสาวนำไปมัดไว้ที่โขดหินริมทะเลให้พระสมุทรมารับตัวไป  ใครเคยดูหนังเกี่ยวกับเทพนิยายกรีกคงนึกออกถึงเรื่องวีรบุรุษเพอร์ซิอุส โอรสของซูส ที่ฝ่าอันตรายไปตัดหัวนางเมดูซ่า  เพื่อเอามาช่วยนางอันโดรเมดา  เพราะ เรื่ิองนี้ก็เอาเค้ามาจากเรื่องนั้นแหละ



และแล้ว  ฉากต่อไป  เจ้าชายจอมวางแผนก็สมคบกับนายทหารเรืออังกฤษ  ให้มาสำแดงอำนาจว่าเป็นตัวแทนพระสมุทร แล้วก็โมเมชี้ตัวคนที่พระสมุทรเลือกให้แต่งงานกับเจ้าหญิงอันโดรเมดา  ก็คือเจ้าชายอังเดร ตามที่เตี๊ยมกันไว้

ซึ่งแน่ละ  ด้วยความที่อังกฤษกำลังมีอำนาจล้นฟ้าอยู่ตอนนั้น จะชี้เป็นชี้ตาย ชี้มั่วซั่วยังไงก็ไม่ใครกล้าคัดค้าน  เจ้าชายอังเดรซึ่งเป็นพระเอก แม้จะขี้โกง ไปแอบอิงอำนาจกำหมัดใหญ่ของเจ้าสมุทรจอมปลอม ก็เลยได้ดี จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งไปตามระเบียบ

วันนี้ เราก็กำลังได้เห็น "กำหมัดคืิอยุติธรรม"
กำหมัดที่มีอำนาจมากกว่าศาลหรือกฏเกณฑ์กติกาใดๆ
กำหมัดที่กำลังชูหราไปทั่ว  ทุบโครม ๆ  ทำให้สังคมสะท้านสะเทือน  กลับผิดให้เป็นถูก กลับชั่วให้เป็นดี

และก็ไม่มีใครกล้าหือ  เพราะหมัดเล็กกว่า...

ที่น่ากลัวไปกว่านั้น  เพราะไอ้เจ้ากำหมัดใหญ่ที่คุกคามสังคมไทยเราทุกวันนี้ไม่ได้หวังผลแค่ข่มขวัญท้าวมิดัสเล่น ...แต่เอาจริง  หวังจะกลืนทั้งเกาะเลยเชียว

ไม่ต้องรออ่านตอนจบ  ก็เดาได้ว่า  เรื่องนี้ไม่แฮปปี้เอนดิ้งแน่ๆ








วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รากเดียวกัน

บทกวีเจ็ดก้าว



    คนที่รู้จักเรื่องสามก๊ก  ไม่มีใครไม่รู้จักโจโฉ  แต่น้อยคนจะรู้จักโจสิด  เพราะบทบาทของโจสิดมีอยู่นิดเดียว  และก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับสงตรามแย่งชิงความเป็นใหญ่ในสามก๊ก  แต่บทบาทนิดเดียวของโจสิดก็ช่วยให้คนอ่านรู้จักนิสัยแท้จริงของโจโฉได้เด่นชัดมากขึ้น

    โจสิดเป็นน้องชายของโจโฉ  ซึ่งไม่ได้มีนิสัยมักใหญ่ใฝ่สูง  คิดจะแย่งชิงล้มล้างอะไรใคร  แต่ความโดดเด่นของโจสิดอยู่ที่  เขาเป็นกวี  และเป็นกวีมีชื่อเสียงจนเป็นที่ยกย่อง  ซึ่งแน่ละ...ไม่ว่าใครจะยกย่องใคร  ด้วยเรื่องอะไร  โจโฉก็ไม่ปลื้ม  เพราะนิสัยของโจโฉ  ชอบเด่นคนเดียว



    เมื่อเสียงยกย่องความเป็นกวีของโจสิดแว่วมาเข้าหูบ่อย ๆ โจโฉก็เลยเกิดอาการอดรนทนไม่ได้  ถึงกับหาทางกำจัดให้สิ้นเรื่องสิ้นราว  ด้วยการท้าพิสูจน์  ให้โจสิดแต่งกลอนสดให้ได้ภายในเจ็ดก้าว  ถ้าแต่งไม่ได้  ถือว่าว่าไม่แน่จริง  หลอกลวงประชาชน  ต้องลงโทษด้วยการประหาร...ว่าเข้านั่น

   ในเรื่องไม่ได้บอกว่าโจสิด  ก้าวเท้าไหนก่อน  ก้าวช้าหรือก้าวเร็ว  ก้าวละกี่นาที...แต่โจสิดก็แต่งกลอนได้จบภายในเจ็ดก้าว  และที่สำคัญ  เนื้อหาของกลอนบทนั้น  กระแทกใจโจโฉอย่างแรง

   บทกวีเจ็ดก้าวของโจสิด  มีเนื้อหาภาษาจีน  แต่ถ้าจะลองแปลงเป็นบทกวีไทย  ก็คงได้ทำนองว่า

                       เอาเถาถั่วจุดไฟใช้ต้มถั่ว        
               สุกจนทั่วชวนคิดปริศนา
               ต่างร่วมรากเดียวกันผูกพันมา
               ใยเข่นฆ่ามุ่งร้ายทำลายกัน

   กลอนถั่ว ๆ ของโจสิด  ทำเอาโจโฉ  อึ้ง ๆ ๆ  แล้วก็เลยกลายเป็นบทกวีอมตะที่ทำให้ชื่อเสียงของโจสิด  ดังระเบิดระเบ้อมากกว่าเดิมไปอีก

  เรื่องของคนที่เกิดจากรากเดียวกัน  แต่กลับทำลายล้างกันเอง  เหมือนเถาถั่วต้มเมล็ดถั่วให้ใครต่อใครได้กินกันเอร็ดอร่อย  กำลังเป็นภาพที่ย้อนกลับมาให้เราได้เห็นกันทุกวันนี้