แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้าว แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อะไรอยู่ในครัว

ข้าว เป็นอาหารหลักคู่ครัวคนไทย  ไม่มีอะไรก็ขอแค่ให้มีข้าวสารกรอกหม้อ

ลองมารู้จักครัวแบบไทย ๆ กับวิธีการทำให้ข้าว  กลายเป็นอาหารหลากหลาย ในปริศนาคำทาย  ว่าด้วยเรื่องข้าว

กรรมวิธีหุงข้าว

ตะลุ่มจุ่มจู๋  มีหูที่ปาก (หม้อข้าว)

มีปากไม่มีฟัน  กินข้าวทุกวันได้มากกว่าคน (หม้อข้าว)

นั่งอยู่บนกองฟอน  ถูกไฟร้อน  หัวร่อคลั่ก ๆ (หม้อข้าวเดือดบนเตาไฟ)


คุดคู้อยู่ในดิน  เวลาจะกินต้องเอาไม้สอย (ข้าวในหม้อดิน  ต้องเอาทัพพีตักจากหม้อ)

ไอ้แดงแทงไอ้ดำ  ไอ้ขาวร้องไห้  น้ำลายเป็นฟอง (หม้อข้าวบนเตาไฟ  ไอ้แดงแทงไอ้ดำ คือ กองไฟที่อยู่ใต้ก้นหม้อข้าว  ไอ้ขาวคือข้าวที่กำลังเดือด)

หัวร่อคลั่ก ๆ ในคอ  อยู่บนตอไฟลน (หม้อข้าวเดือดบนเตาไฟ)

โตเท่าแขน  แพ่นเข้าไปใต้ตอ  ชักออกมาดำ  ตำเข้าไปแดง  นอนตะแคงน้ำไหล (ใ่ส่ฟืนในเตา  รินน้ำข้าวจากหม้อ)

นางสองนางเดินทางร่วมกัน  พอมาถึงบ้านแยกทางกันเดิน (หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ  พอข้าวเดือดก็รินน้ำข้าวออก)

ล่างหินบนหิน  ชอบกินแต่ข้าว เคี้ยวเอา ๆ จนป้อนไม่ทัน (โม่)


ข้าวหลาม  กรรมวิธีหุงข้าวอีกแบบหนึ่ง

กลม ๆ ปานกลึง  กระแทกสามตึง  เรือนโย้เรือนไหว (ข้าวหลาม)

กลม ๆ ดั่งกลึง  จะกินก็ยาก  กระเทือนปากตึง ๆ (ข้า่วหลาม)

ตัดโคน ทอนปลาย  ใส่ข้่าวเผากิน (กระบอกข้าวหลาม)

ฉีกควาก  ปากบาน (ข้าวหลาม)

มะพร้าวข้าวสารคลุก  เข้าไปสุกในไม้ไผ่ (ข้าวหลาม)

หุงข้าวด้วยกระบอก  ไม่ผ่าออกไม่ได้กิน (ข้าวหลาม)

สารพัดขนม  จากข้าวและแป้ง

ลงน้ำนุ่งผ้า  ขึ้นมาล่อนจ้อน (ข้าวต้มมัด  นุ่งผ้าคือห่อด้วยใบตอง)

ลูกอยู่ข้างใน  ใบอยู่ข้างนอก  จะให้แน่นต้องใช้ตอก (ข้าวต้มมัด  ปกติจะมีใส้กล้วยอยู่ข้างใน  ใบกล้วยหรือใบตองห่อข้างนอก  ใช้เส้นตอก คือไม้ไผ่จักเป็นเส้นบาง ๆ แทนเชือกมัด  ก่อนนำไปต้มให้สุก)

สองพี่น้อง  ประคองกอดกัน  กระโจนลงน้ำ (ข้าวต้มมัด)



คว่ำอันหงายอัน  ดันกันหน้าเละ (ขนมครก)

ชื่อเป็นปลา  ตัวเป็นขนม  นอนจมอยู่ในหม้อ (ขนมปลากริม)


ตลิ่งพัง  ตาหรั่งขุด  น้ำไหลไม่หยุด  จระเข้โผล่ (ขนมจีน  วิธีทำคือเจาะกะลาให้เป็นรู  เอาแป้งผสมน้ำใส่ให้ไหลออกตามรูลงกะทะ  พอสุกเส้นขนมจีนจะลอยขึ้นเปรียบเป็นจระเข้โผล่จากน้ำ ต้องจับรวบขึ้นจากน้ำ  ลักษณนามของขนมจีน  จึงเรียกว่า จับ)




ตัวอยู่ในนา  หน้าอยู่ในน้ำ (ข้าวเหนียวหน้ากุ้ง)

ตัวอยู่ในนา  หน้าอยู่บนยอดไม้ (ข้าวเหนียวมะม่วง)

ตากแดดสด  รดน้ำเหี่ยว (ข้าวตอก  เวลาตากแห้งจะบาน  แต่พอเอาน้ำใส่จะเหี่ยว)


พระรามลงสรง (ลอดช่องน้ำกระทิ  ลอดช่องส่วนมากใส่น้ำใบเตยให้มีสีเขียว  จึงเปรียบเป็นพระราม)


หัวแหลมท้ายแหลม  ล่องลอยในมหาสมุทร  มนุษย์ชมว่าอร่อย (ลอดช่อง)


มะลิลอยฟ้า  จรกาลงสรง (ข้าวเหนียวถั่วดำ  ข้าวเหนียวสีขาวเหมือนมะลิ  ส่วนถั่วดำ เปรียบว่าดำเหมือนจรกา)

ขึ้นต้นกินได้  ลงท้ายใช้จุด (ขนมเทียน)

ชื่อเหมือนของใช้  จุดไฟสว่าง (ขนมเทียน)

คนก็ไม่ใช่  สัตว์ก็ไม่ใช่  แต่มีไส้อยู่ตรงกลาง (ขนมใส่ใส้)


มีงาตั้งพัน  แทงฟันไม่เข้า (ข้าวเกรียบงา)

มีสองหน้า  มีงาเต็มตัว (ข้าวเกรียบงา)



ไม่ใช่ช้าง  ไม่ใช่ม้า  มีงารอบตัว (ข้าวเกรียบงา)

หุบเท่้าจาน  บานเท่ากระด้ง (ข้าวเกรียบว่าว)

หลายหลากมากชั้น  หวานมันกินดี (ขนมชั้น)

ปริศนาคำทาย  ที่มีคำเฉลยหลายอย่าง

สุกในดินกินได้  สุกในไม้กินอร่อย (ข้าวสวย,ข้าวหลาม  ข้าวสวยสุกในหม้อดิน  ส่วนข้าวหลามสุกในไม้ไผ่)


สุกกินไ้ด้  ไหม้กินดี  สุกสองทีกินอร่อย (ข้าว  ข้าวตัง  นางเล็ด   ข้าวสวยที่เหลือก้นหม้อ  นำมาทำเป็นแผ่นตากแห้ง  เป็นข้าวตัง  นำข้าวตังมาทอด  โรยน้ำตาลเคี่ยวกลายเป็นขนมนางเล็ด  คำว่า เล็ด  ก็คือเมล็ด)

สุกแคะ สุกขัง สุกคารัง สุกคารู (ขนมครก  ขนมถ้วย  ขนมรังผึ้ง  ข้าวหลาม  เป็นปริศนาที่บรรยายกรรมวิธีทำขนมในภาชนะที่ต่างกัน  ขนมครกเวลาสุกต้องแคะจากเต้า  ขนมถ้วยต้องนึ่งในรังถึง หรือ ซึ้ง  ขนมรังผึ้ง  ใช้พิมพ์รูปร่างเหมือนรังผึ้ง  ส่วนข้าวหลามอยู่ในรูไม้ไผ่)

กรรมวิธีปรุงอาหารแบบไทย ๆ คุ้นตาคนไทยในอดีต  จนนำมาเป็นปริศนา  พอเฉลยก็ร้อง อ๋อ...

แต่ปัจจุบัน  ไม่แน่ใจว่าจะมีคนไทยสักกี่คนเคยทำ  หรือแม้แต่  เคยรู้  เคยเห็น  ขนาดเฉลยแล้วก็อาจจะยังงง ๆ เพราะวิถีชีวิตคนไทยวันนี้  คุ้นเคยกับอาหารสำเร็จรูปในห่อ ในซอง  ฯลฯ วางเรียงรายอยู่ในร้าน

ก็เก็บมาเล่า  สืบสานภูมิปัญญาไทยกันไว้สักนิด  ให้รู้ว่า  เมื่อสมัยที่ยังไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า  เตาไมโครเวฟ ฯลฯ ชาวบ้านเขาก็มีปัญญาทำอะไรต่อมิอะไรได้เยอะแยะ


และเตือนใจว่า  ให้ยังไง ๆ คนไทยก็คงยังต้องกินข้าวอยู่ดี  เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าปัญหาเรื่องข้าว  เป็นเรื่องเล็ก  หรือไม่ใช่เรื่องของเรา

เรื่องข้าวนี่  เรื่องของเราเต็ ๆ เลยเชียวละ  จะบอกให้
















วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แม่โพสพ

แม่โพสพ

คนไทย  ที่เติบโตขึ้นมาในสังคมไทย ๆ กินข้าวเป็นอาหารหลักกันมาแต่เล็กแต่น้อย  คงไม่มีใครไม่รู้จัก แม่โพสพ

แม่โพสพ  คือเทพธิดาซึ่งเชื่อกันว่าคอยคุ้มครองดูแลรักษาพืชพันธุ์ธัญญาหาร  โดยเฉพาะ ข้าว

ตำนานแม่โพสพมีมากมาย  หลากหลาย  ที่คล้าย ๆ กันก็คือ  แม่โพสพเป็นนางฟ้าใจดี  คอยคุ้มครองพืชพันธุ์ธัญญาหาร  เพื่อให้มนุษย์ไม่อดอยาก

แต่แม่โพสพก็ค่อนข้างอ่อนไหว  ขี้ใจน้อยตามประสาผู้หญิง  ในตำนานหลายเรื่องจึงกล่าวถึงการที่แม่โพสพน้อยอกน้อยใจที่คนไม่เห็นความสำคัญ  แล้วหนีไป  ทำให้ผู้คนเพาะปลูกไม่ได้ผล  ต้องเที่ยวติดตามงอนง้อขอให้แม่โพสพกลับมา

คนที่ทำอาชีพเกษตรกรรม  จึงมีประเพณีเอาอกเอาใจแม่โพสพในหลาย ๆ โอกาส  ไม่ว่าจะเป็นก่อนการทำนา  เก็บเกี่ยว  หรือขนข้าวขึ้นยุ้ง

ความเกรงอกเกรงใจ  ให้เกียรติแม่โพสพ ยังปรากฏในความเชื่อต่าง ๆ เช่น ห้ามกินข้าวเหลือ  ห้ามทำข้าวหก  เพราะแม่โพสพจะเสียใจ  เวลากินข้าวก็ห้ามเคาะจานข้าวเล่น เพราะแม่โพสพอาจจะขวัญอ่อน  ตกใจ  แล้วก็หนีไป ฯลฯ

ก็ไม่แน่ว่าจะเชื่อจริง  หรือเป็นกุศโลบาย  แต่อย่างน้อย  เรื่องแม่โพสพก็สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมไทยๆ ที่ผูกพันใกล้ชิด  เป็นมิตรกับธรรมชาติ  ที่เด่นชัดมาก ๆ ก็คือ  ความกตัญญูรู้คุณต่อธรรมชาติ  ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน  สายน้ำ  ต้นไม้ ฯลฯ

ต่างจากคนรุ่นใหม่ที่ใช้ธรรมชาติกันแบบไม่บันยะบันยัง  จนโลกร้อน  ฝนแล้ง  เกิดภัยพิบัติกันไปทั่ว

บางประเทศที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก  อย่างที่เนปาล  ชาวบ้านเขาปลูกข้าวกินเองที่บริเวณหน้าบ้าน  เป็นแปลงเล็กนิดเดียว  เก็บเกี่ยวแล้วก็เอามานวดกันอยู่ตรงแถว ๆ ประตูบ้าน  คงพอเก็บไว้กินในครอบครัว  ไม่เหลือเผื่อขาย

ต่างจากเมืองไทยที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ  เดิมก็อาจแค่ปลูกไว้กิน  แต่เมื่อเพาะปลูกอะไรก็เหลือกิน  ที่ดินก็มีอยู่เหลือเฟือ  จากการปลูกข้าวไว้กินจึงเหลือเผื่อขาย  กลายเป็นพืชเศรษฐกิจ

แล้วเมื่อเป็นเศรษฐกิจ  ก็กลายเป็นปัญหา

ชีวิตชาวนาแต่เก่าก่อน  จะว่ารันทดก็คงไม่เชิง  เพราะวรรณกรรมพื้นบ้านสะท้อนให้เห็นความสุขเรียบง่ายสไตล์ชาวนา  เกี่ยวข้าวก็ร้องเพลงเล่น  ถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็มาช่วยกันลงแขก  ได้ผลิตผลเหลือก็เอามาแบ่งปัน  ทำบุญทำทาน

อาชีพทำนาจึงเป็นอาชีพอิสระ  ที่สืบทอดกันต่อมาหลายต่อหลายชั่วอายุคน



ชีวิตขมขื่นของชาวนาไทย  เพิ่งจะสะท้อนออกมาในยุคหลัง ๆ  เมื่อข้าวกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ  นายทุนเริ่มเข้าไปหาผลประโยชน์  ชาวนาถูกเอารัดเอาเปรียบ  ทำนาเท่าไหร่ก็ไม่ร่ำไม่รวย  ยิ่งทำมากก็ต้องลงทุนมาก  แต่กลับขายได้ไม่มากเท่าที่ลงทุน  เพราะตกเรี่ยเสียหายไปเข้ากระเป๋านายทุน


วิถีชีวิตชาวนาไทยที่ "หลังสู้ฟ้า  หน้าสู้ดิน" จึงออกจะรันทด  กดดัน จนกลายเป็นคับแค้น เหมือนที่ จิตร  ภูมิศักดิ์  กวีเพื่อชีวิต  พรรณนาว่า


"เปิบข้าวทุกคราวคำ      จงสูจำเป็นอาจิณ
ข้าวกูที่สูกิน                  จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้นะมีรส                 ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน       และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง        ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว    นั้นทุกข์ยากลำบากเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด     ทุกหยดหยาดนั้นยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น          จึงแปรรวงมาเปิบกิน..."

วิถีชีวิตพอเพียงของคนไทยสมัยก่อน  เงินทองไม่ได้มีค่ามากนัก  หรืออย่างน้อยก็ไม่ถึงเห็นเงินเป็นพระเจ้าเหมือนอย่างสมัยนี้

ผ้าก็ทอใช้เอง  ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน  ส่วนมากก็ทำขึ้นเอง  ยาก็ใช้สมุนไพรใกล้ตัว  กับข้าวก็มีผักปลา  หาได้รอบบ้าน

เงินทำให้ชีวิตแปรเปลี่ยนไป
ความต้องการเงินและเครื่องอุปโภคบริโภคที่มากขึ้น  ทำให้ชีวิตคนยากขึ้น


เห็นการรับจำนำข้าวที่ขาดทุนมโหฬาร  มองเห็นกองข้าวที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของชาวนามากองสุม  ไม่มีที่ระบาย  ปล่อยให้ขึ้นรา

ทั้งหลายทั้งปวง  ล้วนเกิดขึ้นด้วยฝีมือนักบริหารระดับที่บริษัทไหนก็ไม่จ้าง  ยกเว้นบริษัทประเทศไทย...


ตอนนี้สถานการณ์ข้าวไทยมีแต่ทรุด  จากที่เคยเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก  ตอนนี้มีคนออกมาเสนอให้ขายเป็นอาหารสัตว์ไป  ยังดีกว่ากองให้เสื่อมสภาพ  เสียของเปล่า ๆ

อย่าว่าแต่ชาวนาเลยที่เจ็บช้ำ  แม่โพสพก็คงน้ำตาตก

แม่โพสพนี่  เรียกภาษาชาวบ้านก็คือขวัญข้าว
คิดว่าตอนนี้  แม่โพสพ  ขวัญข้าว  คงขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วละ

เข้าใจว่าคงหนีไปตั้งหลักแถวเวียตนาม  พม่า ฯลฯ อะไรทำนองนั้น

ไม่รู้เหมือนกันว่า  แม่โพสพหนีไปคราวนี้จะตามกลับมาได้ง่าย ๆ หรือเปล่า

หรือเข็ดขยาดนโยบายข้าวไทย  หนีไปชนิดกู่ไม่กลับแล้วก็ไม่รู้