แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สีดา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สีดา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พยาน

พยาน


เพราะซาตานจอมหลอกลวงถูกสาปให้ตามอาดัมกับอีฟมาอยู่ในโลกมนุษย์  เรื่องหลอก ๆ ลวงๆ จึงน่าจะมีอยู่คู่โลกมานมนานนักหนา  และเป็นสาเหตุที่ทำให้การพิสูจน์ความจริง  ต้องมีการอ้างพยานหลักฐาน

แต่พยานหลักฐาน หรือพยานบุคคล  ก็ยังถูกทำให้บิด ๆ เบี้ยว ๆ มาตั้งแต่สมัยไหน ๆ แล้วเหมือนกัน  ในกฏหมายตราสามดวงจึงมีการพิสูจน์อีกแบบหนึ่ง  ในกรณีที่หาหลักฐานพยานไม่ได้  หรือไม่น่าเชื่อถือ ก็คือ  การพิสูจน์ด้วยการดำน้ำลุยไฟ

เพราะความเชื่อแต่โบร่ำโบราณ เชื่อว่าอันกรรมดีชั่วทั้งหลาย  ถึงจะไปแอบทำลับหูลับตา  ไม่มีใครรู้เห็น  แต่เทวดาฟ้าดินย่อมรับรู้  แล้วก็จดบันทึกทำบัญชีเอาไว้เช็คบิลตอนท้่าย

ก็เหมือนที่พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีมาตั้งเป็นพัน ๆ ชาติ  จนจะบรรลุพระโพธิญาณอยู่แล้ว  แต่พญามารก็ยังตามมาผจญ  พระพุทธเจ้าต้องอ้่างฟ้าดินเป็นพยานเพราะพยานที่รู้เห็นจริง ๆ ในแต่ละชาติ  ตายไปเกิดกันคนละทิศละทางหมดแล้ว

แล้วแม่พระธรณีก็ผุดขึ้นมาบีบน้ำในมวยผมให้พญามารดูให้จะจะว่าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีมาขนาดไหน  เพราะความเชื่อของพราหมณ์  เวลาทำบุญเขาจะหลั่งน้ำลงแผ่นดิน  ซึ่งเป็นที่มาของการกรวดน้ำในปัจจุบันนี้แหละ

ซึ่งน้ำจากมวยผมแม่พระธรณีที่สะสมมาจากการทำบุญของพระพุทธเจ้าก็ไหลพลั่ง ๆ จนกลายเป็นอุทกภัยกวาดพลพรรคพญามารเสียราบเรียบ

ในเรื่องรามเกียรติ์ก็มีการพิสูจน์ด้วยการลุยไฟ  เนื่องจากนางสีดาถูกทศกัณฐ์ลักพาไปอยู่ลงกาเสีย ๑๔ ปี  กว่าพระรามจะทำสงครามเอาชนะทศกัณฐ์ได้  ทำให้คนเม้าท์กันให้แซ่ดทำนองว่าไปอยู่นานขนาดนั้น  มิ่หนำซ้ำทศกัณฐ์ก็มีมือไม้ออกยุ่บยั่บ  แล้วมันจะเหลือเร้อ...

นางสีดาจึงต้องพิสูจน์ด้วยการลุยไฟให้มันรู้กันไปว่า  ยี่ห้อสีดา  ทนไฟ  รับประกันได้

ซึ่งก็ช่วยสยบเสียงเม้าท์ไปได้พักใหญ่  แถมยังเป็นที่ประทับใจผู้ชมจนมีคนเอาตั้งชื่อเมนูเด็ดว่า สีดาลุยไฟ  ก็คือ ผักบุ้งไฟแดง

ส่วนในเรื่อง ขุนช้างขุนแผน  ก็มีตอนที่นางสร้อยฟ้าทำเสน่ห์พระไวยให้หลงหัวปักหัวปำ  ขนาดขุนแผนเสกกระจกส่องหน้าให้ดูก็ยังไม่ยอมเชื่อ  หาว่าขุนแผนเล่นกล  จนขุนแผนน็อตหลุดจะทุบกระโหลกให้หายเจ็บใจ  แต่นางทองประศรีก็ขวางเอาไว้

ขุนแผนก็เลยหาวิธีล้างแค้นด้วยการออกอุบายปลอมเป็นมอญยกทัพมาเพื่อหลอกให้พระไวยออกไปรบ  จะได้เล่นงานเสียให้น่วม  แต่พระไวยก็อาศัยความเชี่ยวหลุดรอดไปได้  ท้ายสุดก็เลยต้องมาจบที่ศาลพระพันวษา

แต่ก็สอบสวนทวนความไม่ได้  เพราะไม่มีพยานหลักฐาน  เลยต้องโยนไปให้เทวดาฟ้าดินช่วยตัดสินด้วยการให้สร้อยฟ้า กับศรีมาลาลุยไฟ

 ซึ่งก็ปรากฏว่า  นางศรีมาลาก็ทนไฟแบบเดียวกับนางสีดา  ส่วนนางสร้อยฟ้า  ของปลอมแถมไมได้ใช้บัวหิมะทากันไว้ก่อน  ก็เลยโดนไฟเผาเกือบจะกลายเป็นเนื้อย่างน้ำตก


นอกจากลุยไฟ  ยังมีการดำน้ำ  อย่างตอนพระไวยเป็นความกับขุนช้าง  ก็ใช้วิธีดำน้ำพิสูจน์  ซึ่งขุนช้างก็แพ้  อันนี้ดูจะโหดน้อยกว่า  เพราะอย่างมากก็แค่สำลักน้ำ  ไม่ถึงกับดิบ ๆ สุก ๆ แบบลุยไฟ

การตัดสินด้วยการดำน้ำลุยไฟ  ในกฏหมายตราสามดวงมีรายละเอียดเกี่ยวกับพิธีกรรม  พิธีการไว้มากมาย  เช่น ก่อนจะเริ่มพิธีก็ต้องควบคุมตัวไว้ ให้นุ่งขาวห่มขาวรักษาศีล  สงบสติอารมณ์ หรือเพื่อสร้างความเครียดไว้ชั้นหนึ่งก็ไม่รู้ได้


พอถึงเวลาประกอบพิธี  พราหมณ์ก็จะอ่านโองการเชิญเทวดามาเป็นสักขีพยาน  แถมด้วยการสาปแช่งอย่างดุเดือดให้คนผิดต้องพ่ายแพ้พินาศไปทันตาเห็น  เป็นต้นว่า  ลุยไฟก็จะถูกไฟกาฬเผาผลาญ  ดำน้ำก็จะเจอตัวประหลาดน่าขนพองสยองเกล้าฯลฯ   ซึ่งในช่วงเวลาเหล่านี้  คนที่รู้ตัวอยู่ว่าผิด  แถมจิตอ่อน ก็อาจเครียดจนสติแตกได้ง่าย ๆ บางทีไม่ทันดำนำ้ลุยไฟก็ยอมสารภาพออกมาเองด้วยซ้ำไป

เพราะคนสมัยก่อน  จะชั่วดียังไง  ก็ยังเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ

ทุกวันนี้  กฏหมายตราสามดวงก็เลิกใช้ไปแล้ว  ข้าราชการบางเหล่ายังมีการถวายสัตย์  ดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา  ซึ่งมีการอ่านโองการแช่งน้ำ  แช่งชักหักกระดูกคนทรยศให้หอกเท่าใบพายแทงหูซ้ายทะลุหูขวา

แต่คนฟังโองการก็ฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเพราะสมัยนี้เขาเลิกเชื่อเรื่องบาปกรรมไปแล้ว แข่งได้ก้แข่งไป

นอกจากดำน้ำลุยไฟ  ในกฏหมายตราสามดวงก็ยังมีการพิสูจน์อีกหลายวิธี  วิธีหนึ่งก็คือให้สาบาน  ซึ่งเดี่๋ยวนี้  แม้กฏหมายตราสามดวงจะเลิกไปแล้วก็ยังมีคนชอบใช้วิธีนี้เพราะง่ายดี


พระแก้วมรกต กับพระสยามเทวาธิราช  จึงมักถูกอ้างอิงเป็นพยานอยู่บ่อย ๆ ด้านหนึ่งก็คือ หวังจะอาศัยเครดิตทำให้คนเชื่อถือ  แต่อีกด้านหนึ่งก็เหมือนดิสต์เครดิตเทวดา  เพราะหลายเรื่องที่สบถสาบาน  ฟังยังไง ๆ ก็ไม่น่าเชื่อ  เอายี่ห้อเทวดามารับประกันให้เสียสถาบันเปล่าๆ

อย่างไรก็ตาม  เชื่อได้ว่าบรรดาพยานเทวดาเหล่านั้น  ท่านก็คงเก็บข้อมูลไว้...เพียบ

คงต้องรอดูว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาที่เทวดาฟ้าดินจะประมวลผล  เช็คบิล...

ถึงจะช้าไปสักหน่อย  ไม่ทันใจท่านผู้ชม  แต่คิดว่ามาตรฐานเทวดา  น่าจะเชือ่ถือได้































วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ล้วนรูปนิรมิตมายา

ล้วนรูปนิรมิตมายา




อินทรชิตบิดเบือนกายิน            เหมือนองค์อมรินทร์
ทรงคชเอราวัณ
ช้างนิิมิตฤทธิแรงแข็งขัน          เผือกผ่องผิวพรรณ
สีสังข์สะอาดโอฬาร์
..........
คำประพันธ์ตอนนี้  อยู่ในบทพากย์เอราวัณ  เป็นตอนที่อินทรชิตแปลงกายเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ  ซึ่งกวีจินตนาการไว้พิสดารพันลึก  ชนิดที่อ่านแล้วต้องสงสัยว่า...คิดไปได้ยังไง

อินทรชิตเป็นลูกชายสุดเลิฟของทศกัณฐ์  เดิมชื่อรณพักตร์  มีฝีมือร้ายกาจขนาดเอาชนะพระอินทร์ได้  เลยได้ชื่อใหม่ว่า อินทรชิต  แปลว่าชนะพระอินทร์

นอกจากฝีมือร้ายกาจแล้ว  อินทรชิตยังมีศรวิเศษ  คือศรนาคบาศ และศรพรหมมาศ  ซึ่งถ้าโดนเข้าจัง ๆ ไม่ว่าใครหน้าไหน  รับรอง  จอดไม่ต้องแจว

อินทรชิตรบกับกองทัพพระรามมาหลายยกก็ยังเอาชนะไม่ได้  เพราะฝีมือลายมือก็พอฟัดพอเหวี่ยงกัน   อินทรชิตเลยใช้อุบาย  แปลงกายเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ  รวมทั้งกองทัพยักษ์ก็เนรมิตให้กลายเป็นกองทัพพระอินทร์  แห่แหนกันมาอีึกทึกครึกโครม


ซึ่งก็ได้ผล  เมื่อพระัลักษมณ์ยกทัพมา  ตั้งใจจะรบกับยักษ์ดันมาเจอกองทัพเทวดาเข้าก็เอ๋อเหรอไปชั่วขณะ  ไม่รู้เหมือนกันว่างงเพราะตื่นตะลึงกับความพิสดารพันลึกของกองทัพนิรมิต  หรืองงว่าอยู่ดีๆ พระอินทร์ซึ่งเป็นเทพ  ดันมาอยู่ฝ่ายมารได้ยังไง

ก็เลยเป็นชั่วขณะที่อินทรชิตได้ที  แผลงศรพรหมมาศ     ถูกพระลักษมณ์เข้าเต็ม ๆ

หลังจากนั้นก็ชุลมุนชุลเก  หนุมานโดดเข้าไปหักคอช้างเอราวัณปลอม  ก็โดนอินทรชิตเอาคันศรฟาดสลบเหมือด  กองทัพฝ่ายพระลักษมณ์ก็แตกกระเจิง

ทางฝ่ายพระรามพอรู้ข่าวก็รีบมาที่สนามรบ  เห็นทั้งพระลักษมณ์  หนุมาน  รวมทั้งขุนทหารพลทหารล้มตายระเนระนาด  เล่นเอาช็อคหมดสติไปอีกคน

ทศกัณฐ์ฉวยโอกาสตอนนี้  บอกนางสีดาว่าพระรามตายแล้ว  แถมพามาให้ดูให้เห็นกับตา

ดีที่ว่านางสีดา  แกมีวิจารณญาณเป็นเลิศ  ไม่ยอมเชื่อง่าย ๆ เลยอธิษฐานว่า  ถ้าพระรามตายจริงก็แล้วไปเถอะ  แต่ถ้ายังไม่ตายขอให้รถทรงลอยขึ้น  แล้วก็เกิดปาฏิหารย์  รถลอยขึ้นจริง ๆ

นางสีดาก็เลยไม่หลงกลทศกัณฐ์

นี่แหละ  เขาถึงว่า สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น

ในการศึกสงคราม  การสร้างกลลวง  หาวิธีเอาชนะทุกรูปแบบ  เป็นเรื่องธรรมดา  ไม่เชื่อไปถามขงเบ้ง  หรือ ซุนวูดูก็ได้

อย่าว่าแต่ในสงครามเลย  ที่ไหน  เมื่อไหร่  ไม่ว่ายุคสมัยไหน  เรื่องของเล่ห์กลมายา  การหลอกลวงเยอะแยะ  ไม่เชื่อไปถามซาตานอีกคน

ที่สำคัญก็คือ  กาลเวลา  การศึกษา ฯลฯ  ไม่ได้ทำให้คนฉลาดขึ้น  ตรงข้าม  กลับยิ่งหลงมัวเมากับรูปนิรมิตมายามากขึ้นทุกวัน  เรียกว่า  ไม่ได้เศษเสี้ยวนางสีดา

เราจึงเห็นโฆษณาเกินจริงชนิดเหลือเชื่อ  แต่ก็ยังมีคนเชื่อ

เห็นดาราสวยหล่อมากมาย  ที่หลายส่วนเกิดจากฝีมือนิรมิตของบรรดาคุณหมอ และข่างเสริมสวย  แต่ผู้คนก็แห่ห้อมล้อมหน้าหลัง  ชื่นชมปลื้มเปรมกับรูปมายา

และเห็นการหลอกลวงชนิดที่ไม่อายปากอายใจ  เรียกว่า แข่งกันลวง  แข่งกันหลอก  ไปทุกระดับ จนถึงระดับชาติ

พอถูกจับได้คาหนังคาเขา  ก็อ้างว่าเป็นโกหกขาว...

ไม่รู้ว่าช้าเกินไปหรือเปล่า  ที่หลักสูตรการเรียนการสอนของเรา  เพิ่งนำเรื่องการรับสารอย่างมีวิจารณญาณมาให้เรียนกัน  หลังจากปล่อยให้คนรับสารแบบไร้วิจารณญาณกันมาเนิ่นนาน...  นานจนน่ากลัวว่าจะสายเกินแก้

ก็เหมือนกองทัพพระลักษมณ์หลงภาพนิรมิตนั่นแหละ  หลงจนมองไม่เห็นศรพรหมมาศในมือมาร...