วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

กฏหมายปิดปาก

กฏหมายปิดปาก


สำนวนก็เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง  เกิดขึ้น  มีอยู่  แล้วก็อาจจะหมดไป  เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป

เป็นต้นว่า  สำนวนเกี่ยวกับเรื่องการพูดจา  ในสมัยก่อนเก่า  คนไทยมักจะสอนให้ยับยั้งเรื่องพูด  ให้คิดให้รอบคอบก่อนพูด  เพราะพูดออกไปแล้วเอาคืนไม่ได้  ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนก็ไม่ได้มีคลิปวีดีโอให้คนแอบถ่ายแล้วเอามาเปิดประจานกันเหมือนสมัยนี้  แต่คนสมัยนั้น  ถ้าพูดออกไปแล้วคนจับได้ว่าไม่จริง  ส่วนมากก็มักจะอาย  ต่างจากคนสมัยนี้  ต่อให้เอาคลิปมายันกันจะ ๆ ก็ไม่อาย

สำนวนเกี่ยวกับเรื่องการพูด  ที่น่าจะเก็บเอามาวิเคราะห์วิจารณ์กันในวันนี้  ก็อย่างเช่น

"น้ำท่วมปาก" หมายถึงตกอยู่ในสภาวะพูดไม่ออกบอกไม่ได้เพราะมีอุปสรรคขัดขวางไว้  ทำนองเดียวกับ "กฏหมายปิดปาก" ที่ทำให้ไทยต้องสูญเสียปราสาทเขาพระวิหารไปเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว  แ้ถมวันนี้ก็ยังถูกตอกย้ำให้ช้ำใจว่า  ก็ตอนนั้นทำไมไม่พูด  ไม่ค้าน  การนิ่งก็คือการยอมรับ...สมน้ำมะหน้า

"พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง" สำนวนนี้ดูดีกว่าหน่อย  เพราะไม่มีอะไรมาบีบบังคับ  แต่ไม่พูดเพราะขี้เกียจพูด  หรือคิดว่าพูดไปก็เท่านั้น  ก็เลยถูกฝ่ายช่างพูดระดมใ่ส่ข้อมูล  แย่งชิงความได้เปรียบไปสบาย ๆ กว่าจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา  นึกได้ว่าน่าจะโต้แย้งคัดค้านบ้างก็เสียไปเยอะแล้ว  จะมาพูดอะไรทีหลังก็เปล่าประโยชน์  ก็การนิ่งคือการยอมรับนี่นา  สมน้ำมะหน้า...อีกที

"ปากเป็นเอก"  มีตัวอย่างให้เห็นโดดเด่นมากในสมัยนี้  ประเภทใช้ปากอย่างเดียว  สร้างเรื่องราวสารพัด  ทั้งปั้นน้ำเป็นตัว  ปลุกระดมมวลชน ฯลฯ  ไต่่บันไดฝัน  ก้าวกระโดดขึ้นไปเป็นใหญ่เป็นโตมโหฬารแทบไม่น่าเชื่อ  ทั้ง ๆ ที่ความรู้ก็ไม่มี  ความดียิ่งไม่ปรากฏ  แปลกแต่จริง

"พูดดีเป็นศรีแก่ตัว  พูดชั่วอัปราชัย" สำนวนนี้ดูท่าจะตกยุค เพราะสมัยนี้พูดดีไม่ค่อยมีคนฟัง  ตรงข้ามกับคนพูดชั่วกลับได้ดี  เป็นงั้นไป

"ปลาหมอตายเพราะปาก"  สำนวนนี้ หมายถึงมีปากก็พูดไปเรื่อย  จริงบ้างไม่จริงบ้าง  สร้างเรื่องอะไรต่อมิอะไรเป็นตุเป็นตะ  ตอนนี้คนประเภทปากปลาหมอนี่ก็มีอยู่เยอะ  ทั้งในประเทศนอกประเทศ  ขยันยื่นปาก  เสนอหน้าออกสื่อบ่อย ๆ แต่ก็ยังไม่ตาย ทั้ง ๆ ที่มีคนแช่งให้ตายอยู่ทุกวัน

"น้ำขุ่นไว้ใน  น้ำใสไว้นอก" สำนวนนี้  คล้าย ๆ "หน้าไหว้หลังหลอก"  "ต่อหน้ามะพลับ  ลับหลังตะโก"  อะไรประมาณนั้น  พอใจไม่พอใจก็เก็บอาการ  ไม่แสดงออกมา ต่อหน้าก็ยิ้มหวานจับมือกัน  แต่ลับหลังนินทาไฟแลบ  ดีไม่ดี  ซ่อนมีดไว้แอบแทงข้างหลังให้ดับดิ้นสิ้นใจไปเลย  เหมือนสำนวนจีันที่ว่า  ซ่อนดาบไว้ในรอยยิ้ม  น่ากลัวนะเนี่ย  คนแบบนี้ในสังคมเราก็มีเยอะเสียด้วยซิ

"แพ้เป็นพระ  ชนะเป็นมาร" ไม่รู้ว่าสำนวนนี้จะสมควรเก็บไว้สอนลูกหลานกันหรือเปล่า แต่ก่อนแต่ไรเมืองไทยก็เป็นเมืองพระ  เมืองพุทธ  ยอม ๆ หยวน ๆ กันไป  สังคมไทยก็สุขสงบดี  ตอนนี้มารเลยชนะ  ครองบ้านครองเมืองกันไปหมดแล้ว  ขนาดระดมสวดมนตร์ทำบุญประเทศกันยกใหญ่ไม่รู้จักกี่ครั้ง  สมุนพญามารก็ยังเหิมเกริม สูบเลือดสูบเนื้อคนไทยกันไม่ลดละ

เมื่อห้าสิบปีก่อน  คนไทยเผชิญกับกฏหมายปิดปาก  ทำให้ต้องจำยอมเสียดินแดน

มาถึงวันนี พลพรรคมาร  ก็กำลังช่วยกันเข็นกฏหมายมาปิดปากคนไทยกันอีก

ทั้ง พ.ร.บ.เงินกู้  ที่จะทำให้คนไทยกลายเป็นทาสเศรษฐกิจกันไปชั่วลูกชั่วหลาน  ทั้งกฏหมายปรองดอง  นิรโทษกรรม  ที่จะช่วยปลดปล่อยพลพรรคมารให้ออกมาอาละวาด  สร้างเวรสร้างกรรมให้บ้านเมืองไทยกันขนานใหญ่

ถ้าคนไทยยังถือคติ "แพ้เป็นพระ" ก็คงต้องเตรียมใจ  เพราะดูท่าว่า  เราอาจหนีไม่พ้น อุ้งมือมาร





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น