วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ค่านิยม...สังคมไทย

ค่านิยม...สังคมไทย



เรื่องของความชอบ ไม่ชอบ  เป็นเรื่องรสนิยมของแต่ละบุคคล  ซึ่งก็คงไม่มีใครอยากจะไปเดือดร้อนอะไรด้วย  เพราะต่างคนก็ต่างจิตใจ


ภาษิตโบราณก็มีว่า "ลางเนื้อชอบลางยา" ของที่คนหนึ่งว่าดี  อีกคนหนึ่งอาจจะว่าไม่ดี  ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรแต่ถ้าคนมีรสนิยมเหมือนๆๆๆ กัน  เป็นส่วนใหญ่  มันก็จะกลายเป็น "ค่านิยม" แล้วทีนี้แหละ  ที่มันเริ่มจะเป็นเรื่อง  เพราะค่านิยมมันสะท้อนตัวตนคนในสังคม



ค่านิยม ของคนไทยนั้น  เขาวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์กันมาพอสมควร  ก็พบว่ามันสะท้อนอะไร ๆ หลายต่อหลายอย่าง  และบางอย่างมันก็เป็นเหตุปัจจัยให้สังคมไทยเราเป็นอย่างที่เป็นอยู่นี่แหละ


ยกตัวอย่างเช่น คนไทยขอบคนรวย จะอวยชัยให้พรก็ "ขอให้เงินทองไหลมาเทมา  มีเงินเต็มห้อง มีทองเต็มหีบ  หลับให้ได้เงินหมื่น  ตื่นให้ได้เงินแสน..."  ค่านิยมเหล่านี้ยังเห็นได้จากการตั้งชื่อคน  ชื่อหมาแมว  กระทั่งต้นไม้ดอกไม้  ก็พลอยมีชือเป็นเงินเป็นทองกันเพียบ

คนไทยนิยมคนรวย  ไม่ว่ายุคไหน ๆ  ก็ยังชอบอยู่  อันนี้มีเหตุผลเพราะเห็น ๆ กันอยู่ว่ารวยเสียอย่าง ทำอะไรก็ไม่ผิด  ถึงผิดก็บอกว่าไม่ผิด  แล้วเพื่อนพ้องน้องพี่ก็ประสานเสียงเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ผิดๆๆๆ

ค่านิยมอีกอย่างหนึ่ง  ที่เห็นชัดๆ ก็คือ  ชอบคนสวย หล่อ  เรียกว่า ภาพลักษณ์ดูดีเอาไว้ก่อน  ยิ่งผู้หญิง มีสำนวนที่ว่า นารีมีรูปเป็นทรัพย์  ซึ่งเดี๋ยวนี้  บุรุษก็พลอยมีรูปเป็นทรัพย์ไปด้วย  สรุปแล้ว ความสวยและหล่อ  ก็เป็นบันไดไปสู่ความรวยนั่นแหละ

ธุรกิจเสริมสวย  เสริมหล่อจึงเติบโตพรวดพราด  กวาดเงินกันไปเป็นกอบเป็นกำ  บรรดาคุณหมอมือเทวดาทั้งหลายก็ช่างเนรมิตให้ได้ดั่งใจ  พระเจ้าจะสร้างมาให้จมูกบี้ปากบานยังไง คุณหมอแก้ได้  จัดให้ใหม่  แบบไม่ต้องเกรงใจพระเจ้ากันแล้ว



ย้อนกลับไปมองสังคมไทยที่สะท้อนผ่านวรรณกรรม  วรรณคดีไทยที่เน้นค่านิยมความร่ำรวยสวยหล่อ  ที่เห็นชัด ๆ ก็อย่างเรื่องอิเหนา

อิเหนาเป็นลูกชายสุดหล่อของกษัตริย์วงศ์เทวัญ  แค่นี้ก็เหลือกินแล้ว  ถึงจะนิสัยไม่ดี  เจ้าเล่ห์  เห็นแก่ตัว  ไม่รับผิดชอบ ฯลฯ ก็ไม่มีปัญหา  ยังคงความเป็นพระเอกอยู่ได้จนจบ  เพราะหล่อ และรวย  

ตรงข้ามกับจรกา  ซึ่ง "รูปชั่วต่ำช้าทั้งศักดิ์ศรี ทรลักษณ์พิกลอินทรีย์  แลไหนไม่มีเจริญใจ"

จรกาจึงถูกดูหมิ่น  เยาะเย้ยถากถาง  ตั้งแต่สมัย ร.๒ มาจนถึงปัจจุบัน  ขนาดเอามาตั้งชื่อขนมเป็นจรกาลงสรง ก็คือถั่วดำต้มนำ้ตาล  มันน่าแค้นใจไหมล่ะ


อีกคนหนึ่งก็คือ ขุนแผน  ถึงจะไม่รวย  แต่ก็หล่อเหลือกิน  มิหนำซ้ำยังมีฝีมือ เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว  ชนิดที่ว่า  ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล  ไม่ได้ด้วยมนตร์ก็เอาด้วยคาถา
ขุนแผนก็เลยอัพเกรด  จากมหาดเล็กโนเนม  กลายเป็นแม่ทัพ  และท้ายที่สุดก็มียศศักดิ์เป็นถึงเจ้าเมือง

ตรงข้ามกับขุนช้าง  ซึ่งรวยแต่รูปชั่วหัวล้าน  ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง  ไม่น่าให้อภัย  จึงต้องเป็นผู้ร้ายไปตามระเบียบ  ก็อยากไม่หล่อทำไมล่ะ



รสนิยมคนไทย  มีอะไรแปลก ๆ ที่อธิบายได้ยาก เป็นต้นว่า

คนไทย  ฟังนิทานประเภทสอนใจให้คติธรรมก็งั้้น ๆ ไม่โดนใจเหมือนฟังเรื่อง  ศรีธนญชัย ซึ่งกระล่อนชนิดมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก

ดูเรื่องรามเกียรติ์  แทนที่จะปลื้มพระราม  ซึ่งดูดีมีคุณธรรม  กลับไปเชียร์หนุมาน วานรสิบแปดมงกุฎ

เพราะฉะนั้น  ก็ไม่น่าแปลกใจกับรสนิยมของคนไทยทุกวันนี้  ที่บ้ากับแฟชั่นผมทรงหัวแหลมชี้ตรงกลางเหมือนหัวลิง  สักลายไปทั้งตัวเหมือนทายาทงูเหลือม  เจาะโน่นเจาะนี่สารพัดเจาะ  และอะไรต่อมิอะไร  ที่เห็นแล้ว ก็ยังสงสัยอยู่ว่า  มันสวยตรงไหนเนี่ย...


ยุคหนึ่งก็อยากเหมือนฝรั่ง ย้อมผมสีเหลืองสีแดงกันทั้งเมือง  แล้วต่อมาก็เห่อเกาหลี  อยากขาวๆๆ   แต่งตัวเหมือนเด็กสามขวบ  ทำท่าทางแอบแบ๊ว  เหมือนอายุสมองไม่พัฒนาตามอายุจริง   ดูแล้วก็ต้องถามอีกว่า  ทำกันไปได้ยังไงเนี่ย...

ก็ต้องทำใจว่ามันเป็นเรื่องของรสนิยม  และอย่างที่บอกตอนต้น พอนิยมกันมากๆ มันก็กลายเป็นค่านิยม  เป็นสิ่งที่คนในสังคมเห็นดีเห็นงามตามกันไป

ค่านิยมอยากสวย ทำให้คนดิ้นรนขวนขวายเพื่อจะสวย  ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ของปลอม  แต่ก็ปลื้ม

ค่านิยมอยากรวย  ทำให้คนดิ้นรนอยากรวย  ไม่สนใจว่าจะรวยด้วยวิธีไหน  ขอให้รวยเป็นพอ

ไม่น่าแปลกใจหรอก  ที่ผลสำรวจพบว่า  คนไทยจำนวนมากยอมรับได้กับการทุจริตคอรัปชั่น  ถ้าตัวเองมีส่วนได้ด้วย

ก็เพราะค่านิยมสังคมไทยบ่มเพาะกันมาอย่างนี้

ขอให้สวย  ขอให้รวย  จะมีที่มาที่ไปอย่างไร...ไม่สำคัญ

แก้ยากนะ...เศรษฐกิจพอเพียง  ดีแค่ไหนก็โตได้ยากเย็น  เพราะมันสวนทางกับค่านิยม  หรือพูดให้ชัด ๆ ก็คือ กิเลส  ของคนนี่แหละ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น